20729659_1717939404906849_8007314527735441200_n
20768275_1717939354906854_8925121476148862060_n
20770279_1717939284906861_2548484620188022864_n
20770464_1717939461573510_5134196901868175006_n
20799005_1717939351573521_2481912355569300640_n
20882323_1717939454906844_5009051011357148227_n
20729659_1717939404906849_8007314527735441200_n
20768275_1717939354906854_8925121476148862060_n
20770279_1717939284906861_2548484620188022864_n
20770464_1717939461573510_5134196901868175006_n
20799005_1717939351573521_2481912355569300640_n
20882323_1717939454906844_5009051011357148227_n

WEY1709C โมร็อคโค 9 วัน EY

คาซาบลังก้า – ราบัต – หอคอยฮัสสัน – เมคเนส – เมืองโรมันโวลูบิลิส – เฟส – เมดิน่าแห่งเฟส – อิเฟรน  แอร์ฟอร์ด – เมอร์ซูก้า นั่งรถ 4WD ท่องทะเล SAHARA – แอร์ฟอร์ด – วอซาเซท – มาราเกช

Tour Price

BookingDepartArriveAirlinePriceDownload
29 พ.ย. 617 ธ.ค. 6153,900฿download pdf
28 ธ.ค. 615 ม.ค. 6262,900฿download pdf
18 ม.ค. 6226 ม.ค. 6253,900฿download pdf

หมายเหตุ รายละเอียดด้านหน้านี้เป็นรายการเบื้องต้น หากท่านต้องการรับรายละเอียดโปรแกรมที่สมบูรณ์กรุณาติดต่อพนักงานขาย หรือกดดาวน์โหลดไฟล์ PDF ด้านบน
วันแรก กรุงเทพฯ(สนามบินสุวรรณภูมิ) – อาบูดาบี  
15.00 พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 แถว Q เคาน์เตอร์สายการบินเอทิฮัด แอร์ไลน์ส ประตูทางเข้าที่ 89 โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับในการตรวจเอกสารและสัมภาระในการเดินทางให้กับท่าน
18.25 “เหิรฟ้าสู่เมืองคาซาบลังก้า” ประเทศโมรอคโค โดยสายการบินเอทิฮัด เที่ยวบินที่ EY401 
22.00 เดินทางถึงสนามบินอาบูดาบี ประเทศสหรัฐ อาหรับ อิมิเรสท์ นำท่านต่อเครื่อง
วันที่2 อาบูดาบี – คาซาบลังก้า – ชมเมือง – มาราเคช – ชมโชว์

02.45

ออกเดินทางสู่เมืองคาซาบลังก้า โดยสายการบินเอทิฮัด เที่ยวบินที่ EY613
08.10 เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติเมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) ประเทศโมรอคโค (เวลาท้องถิ่น ช้ากว่าประเทศไทย 7 ช.ม.) นำท่านผ่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร พบมัคคุเทศก์ท้องถิ่นแล้ว จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเมืองคาซาบลังก้า นำท่านไปยัง ยูเอ็นสแควร์ จัตุรัสกลางเมืองที่สำคัญ ประกอบกับเขตเมืองเก่าด้านหลังที่น่าสนใจ ก่อนนำท่านผ่านชมเขตเมืองเก่าตั้งแต่ปี 1916 ซึ่งเคยเป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง จากนั้นนำท่านสู่ ชายหาดชื่อดังระดับโลกคาซาบลังก้า ชายหาดริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ที่หลายคนหลงใหล อยากได้เห็นบรรยากาศของชายหาดที่มากมายไปด้วยผู้คนกับทะเลน้ำสีฟ้าคราม อันกว้างไกลช่างน่าประทับใจ จากนั้น นำท่านเที่ยวชม เมืองคาซาบลังก้า “คาซาบลังก้า” หมายถึง บ้านสีขาว คำว่า “คาซา” แปลว่า บ้าน และ “บลังกา” แปลว่า สีขาว เป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก และอาจรู้จักมากกว่า ราชอาณาจักรโมรอคโค ด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้ว ยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Casablanca โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้า เลยเป็นเรื่องราวความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของโมรอคโคที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน นำท่านเดินทางสู่ ย่านใจกลางเมือง ระหว่างทางท่านจะได้ชื่นชมกับความงามที่แปลกตาของเมืองนี้อย่างน่าสนใจ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นปาล์ม ที่มีอายุหลายสิบปีที่สูงตระหง่านน่าชื่นชมยิ่งนัก จากนั้นนำท่านชมความงามของสุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคทุกแขนง ชมทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่าอันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งทะเล ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมรอคโคที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้ว
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรม
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมือง มาราเกช (Marakesh) มาราเกช ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ตั้งอยู่แถบเชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐ ที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงสมัยราชวงศ์อัลโมราวิด ช่วง ค.ศ.ที่ 11 ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จึงได้สมญานามว่าเป็น A City of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้ นำท่านชม สุสานแห่งราชวงศ์ซาเดียน (Saadian Tombs) เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ในสมัยราชวงศ์ซาเดียน สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมากกว่า 2 ศตวรรษ ภายหลังได้รับการบูรณะ และเปิดให้เข้าชมความงดงามของงานศิลปะแบบมัวริช (Moorish) แท้ๆความวิจิตรอลังการของห้องโถงภายใน เสาคอลัมน์หินอ่อนสีสวย ลวดลายงานปูนที่ประดับประดาบนผนังและเพดาน นำท่านเดินทางไปเยี่ยมชมพระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น แต่ด้วยความที่มีการวางแผนก่อสร้างและตกแต่งอย่างเร่งรีบ จึงเป็นที่วิจารณ์กันว่ารายละเอียดหลายๆอย่างในพระราชวังแห่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว พระราชวังมีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก จากนั้นนำท่านชมความงดงามภายนอกของ มัสยิด คูตูเบีย (Koutoubia Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ จากหอวังที่มีความสูง 226 ฟิต (70 เมตร) จากนั้นนำท่านเยือน จัตุรัสกลางเมือง Djemaa Fnaa Square ที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวาที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมรอคโคขนานแท้ พร้อมจับจ่ายหาซื้อของฝาก ของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ ตลาดเก่า (Old Market) ที่อยู่รายรอบจัตุรัสอย่างเพลิดเพลิน จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าที่พัก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร พร้อมชมโชว์การแสดงพื้นเมืองอันตื่นตาตื่นใจกับความอลังการของสถานที่และสีสันของชาวโมร็อคโค
พักที่ SEMIRAMIS HOTEL HOTEL หรือเทียบเท่า

วันที่3

มาราเกช – ชมพระราชวัง – วอซาเซท
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม
นำท่านชม Majorelle Garden หรือ Jardin Majorelle & Museum of Islamic Art ว่ากันว่าเป็นสวรรค์น้อยๆ ย่านเมืองมาราเกช สวนแห่งนี้เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้นานาจากทั่วโลก โดยเฉพาะต้นกระบองเพชรนับพันต้น หลากหลายสายพันธุ์ มีสวนบัว และป่าไม่ดูร่มรื่น กับบรรดากระถางดินที่ศิลปินเจ้าของเดิม Jacques Majorelle ที่สรรหาสีมาป้ายทาทับ ตกแต่งทำให้สวนแห่งนี้ดูโดดเด่นสะดุดตาขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ สวนแห่งนี้เดิมเป็นบ้านของศิลปินชาวฝรั่งเศส เขาสร้างบ้าน และสวนเอาไว้อยู่เอง พร้อมสร้างงานศิลปะของเขาต่อมาสถานที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ รวบรวมเอาศิลปะของโมรอคโคไว้ และมีมุมแสดงงานศิลปะของเจ้าของเดิมเอาไว้ด้วย

เที่ยง

 

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
จากนั้นเดินทางสู่ เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ.1928 ฝรั่งเศสได้ตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี่ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร วอซาเซทเป็นเมืองถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่แวดล้อมไปด้วยสตูดิโอ ภาพยนตร์ และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการขี่มอเตอร์ไซด์ อูฐ กิจกรรมผจญภัยกลางทะเลทราย (สำหรับในฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิ (พ.ย.-เม.ย.) ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ เพราะเมืองนี้อยู่ใกล้ภูเขาแอตลาส ที่มีหิมะปกคลุมในช่วงดังกล่าว วอซาเซท อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่าง และความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน วอซาเซทเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของทางตอนใต้ และที่นี่ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างเหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันออก สำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่ชอบรสชาติของความเป็นทางใต้ ณ จุดกึ่งกลางแห่งนี้ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจเมืองต่างๆได้ทุกวัน นำท่านผ่านชม ป้อมทาเริท “Kasbah Taourirt” เป็นป้อมแห่งตระกูลกลาวี ภายใต้หมู่อาคารขนาดใหญ่ ซึ่งภายในประกอบด้วยห้องต่างๆ จำนวนมากซ่อนอยู่เชื่อมต่อกันด้วยถนนเล็กๆ และเส้นทางลับคดเคี้ยวตามอาคารที่เบียดเสียดกัน จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าที่พัก
ค่ำ บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร
พักที่  IBIS MOUSSAFIR HOTEL หรือเทียบเท่า
วันที่ 4 วอซาเซส – ทินเฮียร์ – เมอร์ซูก้า    

เช้า

 

รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม
ต่อตามถนนคาชบาห์ที่มีป้อมหลายร้อยแห่งตั้ง เรียงรายตามถนนดังกล่าว เดินทางสู่เมืองทินเฮียร์ (Tinghir) ชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้ง ยังมีความชุ่มชื้นของโอเอซิส ต้นปาล์ม เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากวอซาเซท เดินทางสู่ทอด้าจอร์จ (Todra Gorge)ชมความงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิสลำน้ำใสไหลผ่านช่องเขากับหน้าผาสูงชันแปลกตาเป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักเสี่ยงภัยทั้งหลาย
เที่ยง บริการอาหารมื้อกลางวัน  ณ ภัตตาคาร  

บ่าย

 

จากนั้นออกเดินทางสู่ เมืองเออร์ฟูด์ (Erfoud) ซึ่งเป็นโอเอซิสศูนย์กลางการค้าขายของคาราวานซึ่งเดินทางมาจากซาอุดิอาระเบีย และซูดาน เดินทางสู่เมืองเมอร์ซูก้าร์ (แยกสัมภาระสำหรับค้างคืนในทะเลทราย) ทะเลทรายซาฮาร่า “Sahara” เป็นทะเลทรายในทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลทรายในทวีปแอนตาร์กติกา) และเป็นทะเลทรายร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ณ เมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga) ลัดเลาะขอบทะเลทรายสู่เขตซาฮาร่า ผ่านชมชมทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่ของภูเขาหินที่เต็มไปด้วยซากฟอสซิลของหาอยและแมงกะพรุนโบราณในอดีตเมื่อ 350 ล้านปีก่อน ซึ่งดินแดนแห่งนี้เคยอยู่ใต้ท้องทะเลมาก่อน จึ่งเป็นที่กำเนิดของซากฟอสซิลต่างๆ
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม อิสระท่านพักผ่อนดูดาวท่ามกลางทะเลทรายตามอัธยาศัย
พักที่ TOMBOUCTO KASBAH HOTEL หรือเทียบเท่า
วันที่ 5 เมอร์ซูก้า – ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ขึ้นกลางทะเลทราย   –นั่งรถ 4WD แอร์ฟอร์ด – เฟส
05.30 นำท่านขี่อูฐ สู่เนินทรายอันกว้างใหญ่สุดตาเพื่อรอชม พระอาทิตย์ทอแสงยามเช้า แสงทองยามเช้าสาดสู่ทะเลทราย เป็นบรรยากาศยามเช้าที่คุณจะประทับใจมิรู้ลืม (อย่าลืมเตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อม) นำท่านกลับสู่โรงแรม

เช้า

 

รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม
หลังอาหารออกเดินทางสู่ แอร์ฟอร์ด (Erfoud) ซึ่งเป็นโอเอซิสศูนย์กลางการค้าขายของคาราวานซึ่งเดินทางมาจากซาอุดิอาระเบีย และซูดาน เดินทางสู่เมืองเมอร์ซูก้าร์ โดยนำท่านนำท่านนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ 4 WD ไปท่อง ทะเลทรายซาฮาร่า “Sahara” เป็นทะเลทรายในทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลทรายในทวีปแอนตาร์กติกา) และเป็นทะเลทรายร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ณ เมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga) ลัดเลาะขอบทะเลทรายสู่เขตซาฮาร่า จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าที่พัก
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเดินทางสู่เมืองเฟส ผ่านชม เมืองอิเฟรน (Ifrane) เมืองที่ความสูงประมาณ 1,650 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ที่พักตากอากาศซึ่งในอดีตฝรั่งเศสได้มาสร้างขึ้นบริเวณนี้ ในช่วง ค.ศ. 1930 บางครั้งเรียกเมืองแห่งนี้ว่า เจนีวาแห่งโมรอคโค บ้านส่วนใหญ่มีหลังคาสีแดง มีดอกไม้บาน และทะเลสาบสวยงาม เป็นสถานที่พักผ่อนทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน เส้นทางนี้ผ่านเทือกเขาแอตลาส ชื่อที่คุ้นเคยกันมานาน เดินทางข้าม Middle Atlas ภูมิประเทศเขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ สองข้างทางเปลี่ยนสภาพจากความแห้งแล้วเป็นป่าไม้ พุ่ม และสลับกับความแห้งแล้งของภูเขา จากนั้นนำท่านเที่ยวชมเมืองเฟส (Fes) เมืองหลวงเก่า เมืองซึ่งยังคงมีบรรยากาศของเมืองโบราณที่ผู้คนยังใช้ลาเป็นพาหนะและบรรทุกของกันอยู่ สัมผัสบรรยากาศเมืองเก่าแก่ที่สุดในบรรดาเมืองอิมพิเรียลทั้งสี่ ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 7 มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโมรอคโค เริ่มด้วยจุดชมวิวบนป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียน

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย
พักที่ BARCELO HOTEL หรือเทียบเท่า
วันที่6 เฟส – มาดีน่า แห่ง เฟส – เชฟชาอูน     
 เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม
จากนั้นนำท่านเดินเข้าสู่เขาวงกตอันซับซ้อนแห่ง เมดินาเมืองเฟส ผ่านชม ประตู Bab Bou Jeloud เป็นประตูขนาดใหญ่ที่กั้นระหว่างเมืองเก่า กับเมืองใหม่ ที่ใช้โมเสดสีฟ้าตกแต่ง นำท่านเดินผ่านตลาดสดขายข้าวปลาอาหาร และผัก ผลไม้สดต่างๆ นำท่านเดินชมในเมดิน่าแห่งเฟส ผ่านชม สุเหร่าใหญ่ไคราวีน (Kairaouine Mosque) ซึ่งเป็นทั้งมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของโมรอคโคและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว (เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น) จากนั้นนำท่านเดินชมย่านเครื่องหนังและแวะชม บ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเฟส ถูกอนุรักษ์โดยองค์กรยูเนสโก นี้เป็เสน่ห์ของการเดินเที่ยวชมเมืองที่ต้องเดินแหวกว่ายเข้าไปในกลุ่มคนชาวพื้นเมือง ช้อปปิ้งสินค้าท้องถิ่น และผลไม้แห้งอย่างเช่น อินทผาลัม วอลนัท อัลมอนด์ ที่คุณภาพดีและราคาย่อมเยา ชม เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย (Merdersa Bou Imania) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ที่สวยงามประณีต ในเขตเมืองเก่าได้ มีซอยกว่า 10,000 ซอย มีซอยแคบสุดคือ 50 ซ.ม. ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ย่านเครื่องใช้ทองเหลือง ทองแดง จะมีร้านค้าเล็กๆที่หน้าร้านจะมีหม้อ กระทะ อุปกรณ์เครื่องครัว วางแขวนห้อยเต็มไปหมด ย่านขายพรมที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม ย่านงานเครื่องจักสาน งานแกะสลักไม้ ที่ตามซอกมุมอาจเห็นภาพชายสูงอายุหนวดเครารุงรังนั่งแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆ อยู่บริเวณตามทางเดินแคบๆ ในเขตเมืองเก่า บางทีเราก็ยังจะเห็นผู้หญิงที่นี่สวมเสื้อผ้าที่ปิดตั้งแต่หัวจนถึงเท้าจะเห็นได้ก็เฉพาะตาดำอันคมกริบเท่านั้น

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
จากนั้นนำท่านถ่ายรูปพระราชวังของท่านอาบู เอล ฮัดซัน (Mosque Abou El Hassan) ซึ่งถือว่าเก่าแก่ที่สุดในโมรอคโค และเดินช้อปปิ้งในชุมชนชาวยิวแห่งเฟส ท่านเดินทางสู่นครสีฟ้าเชฟชาอูน (Chefchaouen) เมืองที่ได้ชื่อว่ามนต์เสน่ห์แห่งโมรอคโค เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ในหุบเขาริฟ (Rif Mountain) ประวัติความเป็นมาของเมืองนั้นยาวนานกว่า 538 ปี เมืองนี้เคยอยู่ใต้การปกครองของสเปน และได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ.1956 จนได้รับอิทธิพลวิถีชีวิตและภาษาสเปนในปัจจุบันนี้
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พักที่ PARADOR HOTEL หรือเทียบเท่า
วันที่ 7 เชฟชาอูน – เมืองโบราณโวลูบิลิส – แมกเนส – ราบัต
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
ชมบ้านเรือนทาด้วยสีฟ้าและสีขาว ถือว่าเป็นสวรรค์ของคนรักสีฟ้าและสีขาว โดยเฉพาะสีฟ้า นั่นก็เพราะว่าเชฟชาอูน เป็นเมืองที่บ้านเรือนเกือบทุกหลังเป็นสีขาว และมีครึ่งล่างไปจนถึงบริเวณถนน บันได และทางเดิน เป็นสีฟ้าสดใสเหมือนวันที่ท้องฟ้าไร้เมฆ สามารถเดินชมบ้านเรือนได้ทั่วทั้งเมือง โดยที่สถาปัตยกรรมของเมืองยังคงเป็นแบบโมรอคโค ซุ้มประตูโค้งจึงสามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งเมือง และยังมีน้ำพุที่ปูด้วยกระเบื้องโมเสกแบบโมรอคโคให้เห็นได้ตามมุมต่าง ๆ ของเมือง

เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย

แวะชม เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นได้ถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต ผ่านชมเมืองมูเล ไอดริส (Moulay Idriss) เมืองโบราณเมืองหนึ่งที่เป็นเมืองศูนย์กลางศาสนาอันศักดิ์สิทธิของชาวมุสลิมในโมรอคโค ทุกๆปี ช่วงเดือนสิงหาคมจะมีเหล่านักจาริกแสวงบุญมาเยือนเมืองแห่งนี้เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา เปรียบได้กับเมืองเมกกะของประเทศซาอุดิอาระเบีย จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองเมคเนส เป็นเมืองหลวงโบราณในสมัย สุลต่านมูเล อิสมาอิล (Mouley Ismail) แห่งราชวงศ์อะลาวิท (Alawite Dynasty) กษัตริย์จอมโหดผู้ชื่นชอบการทำสงครามใน ค.ศ. ที่ 17 ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เมคเนสจึงเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตมะกอก ไวน์ และพืชพรรณต่างๆ ก่อนถึง ชมกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่ยาวประมาณ 40 กม. ซึ่งมีประตูเมืองใหญ่โตถึง 7 ประตู นำท่านชมประตูบับมันซู (Bab Mansour Monumental Gate) ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุด ซึ่งตกแต่งด้วยโมเสด และกระเบื้องสีเขียวบนผนังสีแสด นำท่านออกเดินทางสู่เมืองราบัต
 ค่ำ  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
พักที่ CHELLAH HOTEL หรือเทียบเท่า
วันที่8 ราบัต – ชมเมือง – กรุงเทพฯ
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านชม เมืองราบัต เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1956 เมื่อโมรอคโคหลุดพ้นจากการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของฝรั่งเศส และเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง และทำเนียบทูตานุทูตจากต่างแดน เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดและสวยงาม นำท่านชม ป้อมไอดูยะ ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้นที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ ด้านในเป็นเมดิน่า บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้า ที่สะอาดตาน่าเดินเล่น เหมือนศิลปะบนกำแพง จากนั้นชมสุเหร่าหลวง และ พระราชวังหลวง ที่ทุกเที่ยงวันศุกร์ กษัตริย์แห่งโมรอคโคจะทรงม้าจากพระราชวังมายังสุเหร่า เพื่อประกอบศาสนกิจชมความงามภายนอกของ The Royal Palace และ Mechouar
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้นชมสุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 พระอัยการของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนสง่าเฝ้าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183 x 139 เมตร จากนั้นนำท่านไปชม หอคอยฮัสซัน “Hassan Tower” ส่วนหนึ่งของมัสยิดฮัสซัน ซึ่งได้วางแผนไว้ให้เป็นสุเหร่าที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลก สามารถบรรจุผู้ที่เข้ามาสวดมนต์ได้พร้อมกันคราวละ 40,000 คน ได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางสู่สนามบินเมืองราบัต

18.15 อำลาโมรอคโคออกเดินทางสู่เมืองอาบู ดาบี ประเทศอิมิเรสต์ โดยสายการบินเอทีฮัด แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ EY616

วันที่9

อาบูดาบี – กรุงเทพฯ  
 05.50 เดินทางถึงสนามบินนานาชาติกรุงอาบู ดาบี ประเทศอิมิเรสต์
 08.55 ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบินเอทีฮัด แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ EY408
18.05 เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
*หมายเหตุ*

 

โปรแกรมการเดินทางอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมะสม เนื่องจากสภาพ ลม ,ฟ้า , อากาศ การจราจร และสถานการณ์ในต่างประเทศที่ทางคณะเดินทางในขณะนั้น  เพื่อความสนุกสนาน และความปลอดภัยในการเดินทาง บริษัทฯ ได้มอบหมายให้ หัวหน้าทัวร์ผู้นำทัวร์ มีอำนาจตัดสินใจ ณ ขณะนั้นทั้งนี้การตัดสินใจ  จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของหมู่คณะเป็นสำคัญ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์

เข้ามาเพิ่มบทวิจารณ์เป็นคนแรก “WEY1709C โมร็อคโค 9 วัน EY”