Additionally, paste this code immediately after the opening tag:
Iguacu Falls
shutterstock_1034515546
shutterstock_223959397
shutterstock_128752505
Machu Picchu, a Peruvian Historical Sanctuary in 1981 and a UNESCO World Heritage
Iguacu Falls
shutterstock_1034515546
shutterstock_223959397
shutterstock_128752505
Machu Picchu, a Peruvian Historical Sanctuary in 1981 and a UNESCO World Heritage

WEK5015R South America 15 Day 5 -19 April 2019

เซา เปาโล – ริโอ เดอ จาเนโร – น้ำตกอีกวาสุ – นั่งเรือเจ็ทมาคูคู – เขื่อนอีไตปู

ลิม่า – คูชโก – มาชูปิชู อาณาจักรอินคา

นั่งรถไฟแบบ VIP ขบวน VISTADOME สู่มาชู ปิชู หรูหราปลอดภัยที่สุด

Tour Price

BookingDepartArriveAirlinePriceDownload
5 เม.ย. 6219 เม.ย. 62349,000฿download pdf

วันศุกร์ที่ 5 เม.ย.62(1)                        กรุงเทพฯ – ดูไบ

22.00 น.      พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์  สายการบินอิมิเรสต์ แอร์ไลน์ Emirates Airlines โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทฯ คอยอำนวยความสะดวก

วันเสาร์ที่ 6 เม.ย.62(2)                       ดูไบ – ริโอ เดอ จาเนโร – ชมเมือง

01.05 น.      ออกเดินทางสู่กรุงดูไบ ประเทศสหรัฐ อาหรับ เอมิเรตส์โดยเที่ยวบินที่ EK385 (6 ชั่วโมง)

05.00 น.     เดินทางถึงสนามบินดูไบ ประเทศสหรัฐ อาหรับ เอมิเรตส์ / นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก

07.10 น.      ออกเดินทางสู่กรุง ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล โดยสายการบินอิมิเรสต์ เที่ยวบินที่ EK247

                      (ใช้เวลาเดินทาง 14 ชั่วโมง)

15.40 น.      เดินทางถึงกรุง ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล หลังจากผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว

นำท่านออกเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง นำท่านชมเมืองริโอ เดอ จาเนโร ถูกค้นพบในเดือนมกราคม ค.ศ. 1565 และได้รับการขนานนามตามชื่อเดือนที่ ถูกค้นพบ โดย Estacio De Sa หลังจากที่ประกาศ อิสรภาพจากประเทศโปรตุเกส  ริโอ จึงกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศบราซิล จนถึง ปี ค.ศ.1960 เมืองหลวงได้ย้ายไปอยู่ที่ Brasília แทนแต่เมืองนี้ยังคงเป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมและเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศและยังเป็นเมืองหลวงของรัฐริโอ เดอ จาเนโร อีกด้วย

ค่ำ                   บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร แบบบราซิเลียน บาบีคิว

พักที่: Novotel RJ Santos Dumont Hotel / หรือเทียบเท่าระดับใกล้เคียง

วันอาทิตย์ที่ 7 เม.ย.62(3)                  ริโอ เดอ จาเนโร – ชมเมือง – ยอดเขาชูการ์โลฟ – ยอดเขาคอร์โควาโด – สนามมารากาน่า

เช้า                  บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านชมเมืองริโอ เดอ จาเนโร ถูกค้นพบในเดือนมกราคม ค.ศ. 1565 และได้รับการขนานนามตามชื่อเดือนที่ ถูกค้นพบ โดย Estacio De Sa หลังจากที่ประกาศ อิสรภาพจากประเทศโปรตุเกส  ริโอ จึงกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศบราซิล จนถึง ปี ค.ศ.1960 เมืองหลวงได้ย้ายไปอยู่ที่ Brasília แทนแต่เมืองนี้ยังคงเป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมและเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศและยังเป็นเมืองหลวงของรัฐริโอ เดอ จาเนโร อีกด้วย นำท่านขึ้นรถกระเช้าไปสู่ยอดเขาชูการ์โลฟ อันเป็นภูเขาที่สูงถึง 1,400 เมตร ตั้งอยู่บนปลายแหลมที่ยื่นออกไปในทะเลแห่งอ่าวกัวนาบารา และยังตั้งอยู่โดดเด่นคู่กับภูเขาคอร์โควาโด เพื่อชมทิวทัศน์และภาพอันงดงามของเมืองริโอ ณ ยอดเขาชูการ์โลฟนี้ยังถือเป็นสัญลักษณ์ของกรุงริโอ อีกด้วย

เที่ยง              บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง แบบ บุฟเฟต์ บาร์บีคิว

นำท่านเข้าสู่ที่พัก อิสระทุกท่าน พักผ่อนตามอัธยาศัยในโรงแรมเตรียมตัวเข้าร่วมงานคาร์นิวัล หรือเดินเล่นริมชายหาดโคบาคาบาน่า ที่มีความยาวกว่า 4 กิโลเมตร และเป็นสถานที่หนึ่งซึ่งชาวบราซิลถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดเสียมิได้ นำท่านผ่านชมฟลาเมนโก พาร์ค สะพาน Neteroi ก่อนลัดเลาะเลียบชายฝั่งทะเล ผ่านชายหาด ที่มีชื่อเสียงก้องโลกบริเวณชายหาดโคปาคาบานาที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ซึ่งมีความยาวของชายหาดถึง 4 กิโลเมตร ออกเดินทางโดยรถไฟเพื่อเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาคอร์โควาโด เพื่อชมรูปปั้นพระเยซูคริสต์ยืนอ้าแขนรอผู้ไถ่บาป             ตั้งตระหง่านอย่างสง่าด้วยความสูงถึง 38 เมตร และยังได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ นำท่านชมสนามกีฬามารากาน่า ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเหมือนวิหาร ของฟุตบอลบราซิลก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 3 ของเมือง และเป็นสถานที่ที่ชาวเมืองภาคภูมิใจมาก มีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของฟุตบอลบราซิลเกิดขึ้นที่นี่มากมาย เช่น การยิงประตูที่ 1,000 ของเปเล่ ตำนานลูกหนังแซมบ้าเมื่อ 40 ปีก่อน และยังเป็นสนามที่เขาลงเล่นให้ทีมชาติเป็นนัดแรกด้วย สนามนี้ถูกใช้เป็นที่จัดพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพรวมถึงใช้จัดพิธีเปิดและปิดกีฬาโอลิมปิก 2016

ค่ำ                  บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคารจีน

พักที่: Novotel RJ Santos Dumont Hotel / หรือเทียบเท่าระดับใกล้เคียง

วันจันทร์ที่ 8 เม.ย.62(4)                    ริโอ เดอ จาเนโร – อีกวาสุ – น้ำตกอีกวาซู – นั่งเรือเจ็ทมาคูคู – นั่งรถจิ๊ปชมป่า     

เช้า                 บริการอาหารมื้อเช้า แบบ กล่อง

07.05 น.      ออกเดินทางสู่เมืองอีกวาสุโดยสายการบิน Latam Airlines เที่ยวบินที่ LA3188

09.15 น.      เดินทางถึง เดินทางถึง เมืองอีกวาสุ ฝั่งบราซิล

นำท่านชมความยิ่งใหญ่ของน้ำตกอีกวาซู คำว่าอีกวาซู แปลว่า “สายน้ำอันยิ่งใหญ่” เป็นคำมาจากภาษากวารานี Guarani  ชาวอินเดียนแดงเผ่าดั้งเดิม น้ำตกอีกวาซูตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพรมแดนระหว่างประเทศบราซิล กับประเทศอาร์เจนตินา เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก   โดยใหญ่กว่าน้ำตกไนแองการาประมาณ 4 เท่า น้ำตกอีกวาซู เกิดจากแม่น้ำอีกวาซูซึ่งไหลมาจากที่ราบสูงปารานา ตกจากขอบที่ราบสูงขนาดใหญ่ลงสู่พื้นที่ราบต่ำกว่า จึงกลายเป็นน้ำตก ขนาดใหญ่เป็นแนวยาวกว่า 4 กิโลเมตร สูงกว่า 269 ฟุต ประกอบด้วยน้ำตกน้อยใหญ่อีก 275 แห่ง ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคมปริมาณน้ำมีมากถึงกว่า 13.6 ล้านลิตรต่อวินาที แต่ในช่วงฤดูร้อน คือระหว่างเมษายนถึงเดือนตุลาคม ปริมาณน้ำจะลดลงเหลือ 2.3 ล้านลิตรต่อวินาที บริเวณรอบ ๆ น้ำตกจะเกิดละอองน้ำอยู่ตลอดเวลาและมีเสียงดังไปไกลกว่า 24 กิโลเมตร ค้นพบโดยนักสำรวจชาวสเปนชื่อ Al Varo Nunes Cabeza De Veca เมื่อปี ค.ศ.1542 จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอีกสิ่งหนึ่งซึ่งท่านจะได้สัมผัส

เที่ยง               บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำท่านนั่งรถจิ๊ปตะลุยป่าดงดิบ ท่านจะได้ชมไม้ป่านานาชนิดที่หายาก และเพลิดเพลินกับธรรมชาติของป่าที่งดงามยิ่ง จากนั้นนำท่านลงนั่งเรือเจ็ทล่องแม่น้ำอีกวาซู เพื่อชื่นชมกับความงดงามของน้ำตกแห่งนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมความสนุกสนาน ตื่นเต้นที่ท่านจะได้รับจากการล่องเรือเล่นคลื่นของน้ำตกแห่งนี้  ท่านจะได้ชมน้ำตกอีกวาซูฝั่งประเทศบราซิลซึ่งมีความสวยงามที่สุด

ค่ำ                   บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคารจีน

พักที่: Bourbon Cataratas Hotel / เทียบเท่าระดับใกล้เคียง

วันอังคารที่ 9 เม.ย.62(5)                   อีกวาสุ – เขื่อนอีไตปุ – ลิม่า

เช้า                 บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านออกเดินทางสู่เขื่อนพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก อิเขื่อนอิไตปู(Itaipu) คำว่าอิไตปู แปลว่า”เสียงเพลงจากก้อนหิน”มาจากภาษากวารานิ(Guarani)ชาวอินเดียนแดงเผ่าดั้งเดิม เขื่อนอิไตปู เป็นเขื่อนคอนกรีตขนาดใหญ่ซึ่งในอดีตจัดได้ว่าเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกก่อนที่เขื่อนสามหุบเขาของจีนจะแล้วเสร็จ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1984 แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1988 เขื่อนอิไตปูกั้นแม่น้ำปารานาบริเวณเขตแดนระหว่างประเทศบราซิลกับประเทศปรากวัย จึงทำให้เขื่อนนี้เป็นทั้งผนังกันน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองประเทศอีกด้วย เขื่อนอิไตปูเป็นเขื่อนคอนกรีตชนิดเขื่อนแบบกลวง มีขนาดความสูง 180 เมตร มีความยาวกว่า 8 กิโลเมตร ใช้คอนกรีตในการสร้างกว่า 28 ล้านตัน ซึ่งสามารถสร้างสนามฟุตบอลได้ 210 สนาม และใช้เหล็กมากขนาดสร้างหอไอเฟลได้ 380 หอเลยทีเดียว เมื่อสร้างเสร็จด้านเหนือเขื่อนจึงเกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มีเนื้อที่กว่า 1,550 ตารางกิโลเมตร ระยะทางยาวลึกขึ้นไปทางเหนือเขื่อนอีกกว่า 160 กิโลเมตร มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 18 เครื่อง มีกำลังการผลิต 12,600 เมกะวัตต์ จึงสามารถจ่ายไฟให้กับประเทศปรากวัยได้ทั้งประเทศรวมทั้งเมืองใหญ่ของบราซิลทั้งนครเซาเปาโลและนครริโอ เดอ จาเนโร ได้อย่างสบาย แต่ภายหลังได้มีโครงการเพิ่มเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็น 20 เครื่อง ภายในปี 2550 และสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 14,000 เมกะวัตต์

เที่ยง             ä บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำ เข้าชมความสวยงามของน้ำตกอีกวาสุ จากจุดชมวิวของ ซึ่งท่านจะได้เก็บวิว ความสวยงามของน้ำตกอย่างจุใจ ได้เวลาสมควรนำท่านออกเดินทางสู่สนามบิน

19.45           ออกเดินทางสู่ กรุงลิม่า โดยเที่ยวบินที่ LA2442

22.10           เดินทางถึงกรุงลิม่า ประเทศเปรู จากนั้นนนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก

พักที่: Holiday Inn Lima Hotel / เทียบเท่าระดับใกล้เคียง

วันพุธที่ 10 เม.ย.62(6)                       ลิม่า – ชมเมือง – คูชโก

เช้า                  บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม  

นำท่านชมกรุงลิม่าประเทศเปรู เมืองหลวงของประเทศซึ่งเป็นเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยสเปนเรืองอำนาจ และยังเป็นศูนย์กลางการขนส่ง การเงิน อุตสาหกรรม และวัฒนธรรมของประเทศอีกด้วยสถานที่ตั้งโอบล้อมด้วยหุบเขาชียอง แม่น้ำรีมัก และแม่น้ำลูริง ริมชายฝั่งอยู่ติดกับอ่าวในมหาสมุทรแปซิฟิก อันสวยงาม จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่ โกลด์มิวเซียม พิพิธภัณฑ์เอกชน เป็นสถานที่จัดเก็บของมีค่าในอดีตมากมาย โดยเฉพาะสิ่งของที่ผลิตมาจากทองในยุคโบราณรวมถึงมัมมี่ ของชาวอินคาโบราณ

เที่ยง             รับประทานอาหารกลางวัน ภายในสนามบิน

14.00 น.      ออกเดินทางสู่คูชโกดินแดนแห่งมายา โดยสายการบินภายในประเทศแอร์เปรู เที่ยวบินที่ LP2075

15.40 น.      เดินทางถึงคูชโก  นำท่านเดินทางสู่ย่านใจกลางเมือง คูชโก CUZCO นครหลวงโบราณของเปรู นำท่านเข้าสู่ที่พักเพื่อปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับอากาศที่เบาบาง ในโรงแรมที่พักจะมีน้ำใบโคคา ไว้บริการเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และคลายอาการเวียนศีรษะ

ค่ำ                 รับประทานอาหารค่ำ ห้องอาหารโรงแรม

พักที่: Casa Andina Private Collection Hotel / เทียบเท่าระดับ

วันพฤหัสฯที่ 11 เม.ย.62(7)             คูชโก – นั่งรถไฟขบวน VIP Vistadome หลังคากระจก – ชมมาชูปิชู อาณาจักรอินคาโบราณ(สิ่งมหัศจรรย์ของโลก) – คูชโก

เช้า                  บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นนำท่านเดินทางโดยรถไฟขบวนพิเศษแบบ VIP The Vista Dome ที่มีหลังคา เป็นกระจก สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีระดับ สะดวก สะอาด ทันสมัย นำท่านไต่ขึ้นเขาแอนด์ดีสอันลึกลับระหว่างทางในการนั่งรถไฟท่านจะได้ชื่นชมกับธรรมชาติที่แสนงดงามของเมืองต่างๆในเปรู ชมมาชู ปิชู(Machu Pichu) นครที่สาบสูญไปของอาณาจักรอินคา บนยอดเขาสูงที่มักจะถูกหมอกปกคลุมอยู่เสมอ เป็น นครที่มีผู้พยายามสำรวจค้นหาอยู่เป็นเวลานาน จนถึงปี 1911 นครแห่งนี้จึงปรากฏสู่สายตาชาวโลกในลักษณะสภาพเมือง บ้านเรือน พระราชวัง วิหาร ซึ่งยังคงสภาพเดิมที่ดีราวกับได้รับการอนุรักษ์ดูแลไว้อย่างน่าอัศจรรย์

เที่ยง              บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำท่านชมนครลี้ลับ มาชูปิกชู สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ.1450 โดยจักรพรรดิปาชากูตีของชาวอินคา จนกระทั่งชาวสเปนได้ชัยชนะเหนือเปรู มาชู ปิชู จึงกลายเป็นเมืองร้าง จากฐานทางโบราณคดีแสดงหลักฐานว่า มาชูปิกชูไม่ได้เป็นกลุ่มหรือเมือง แต่เป็นการสร้างที่พักอาศัยของผู้ดีชาวอินคา  (คล้าย ๆ กับบ้านพักตากอากาศของเศรษฐีชาวยุโรป) พื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นปราสาทและวัดที่สร้างเพื่อถวายแค่เทพพระเจ้าของชาวอินคา และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่สร้างเพื่อผู้ดูแลศาสนสถานมีการตั้งสมมุติฐานว่าในมาชูปิกชูมีจำนวนประชากรอาศัยอยู่สูงสุดประมาณ 750 คน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง บางส่วนจะอาศัยอยู่ในเมืองระหว่างฤดูฝน และจะกลับมาที่มาชู ปิชู เป็นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น นำท่านชมบริเวณโดยรอบของมาชู ปิชู ได้เวลานำท่านเดินทางกลับโดยรถไฟชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามสู่คูชโค

ค่ำ                 บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร  / นำคณะเดินทางเข้าสู่ที่พัก

พักที่: Casa Andina Private Collection Hotel / เทียบเท่าระดับ

วันศุกร์ที่ 12 เม.ย.62(8)                     คุชโค – ชมเมือง – ลิม่า   

เช้า                 บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านชมนครคูชโคซึ่งตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 3,400เมตร และเป็นแหล่งอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ลึกลับน่าทึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ของจักรวรรดิอินคาอันรุ่งเรืองทิ้งร่องรอยแห่งความเจริญไว้เป็นซากปรักหักพังโบราณสถานและโบราณวัตถุต่างๆ เมืองคูชโกเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิอินคา ตามตำนานของอินคา เมืองคุชโก ถูกสร้างโดยปาชากูตี ผู้ซึ่งทำลายเมืองเก่าและสร้างกคูชโกใหม่ให้เป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรอินคาที่ยิ่งใหญ่ แต่จากหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่าเมืองนี้ได้ค่อย ๆพัฒนาขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนปาชากูตีแล้วเมืองถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือคูซโกตอนบน Hanan และคูซโกตอนล่าง Urin ซึ่งถูกแบ่งย่อยต่อไปอีกเป็น 4 เขต Suyu ได้แก่ ชินไชย์ซูยู (เขตตะวันตกเฉียงเหนือ) อันตีซูยู (เขตะวันออกเฉียงเหนือ) กุนตีซูยู (เขตตะวันตกเฉียงใต้) และกูยาซูยู (เขตตะวันออกเฉียงใต้) ถนนจากทั้งสี่ส่วนนี้เชื่อมต่อไปถึงสี่ภาคของอาณาจักร

เที่ยง              บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำท่านชมวิหารถ้ำใต้ดินที่ประกอบศาสนพิธี ซากป้อมสังเกตการณ์ “ปูคาปูตารา” ทัมปูมาเช สถานพักผ่อนและสถานอาบน้ำที่ยังคงใช้การได้อยู่สิ่งเหล่านี้ได้แสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของชาวอินคาที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง นำท่านเข้าชมกลุ่มป้อมปราการที่ยิ่งใหญ่ Sacsayhuaman สถานที่ป้องกันข้าศึกศัตรู อายุกว่า500ปี โดยการนำหินขนาดใหญ่มาต่อเรียงกัน เสมือนภาพจิกซอ ซึ่งรอยต่อแนบสนิทแม้กระดาษบางๆ ยังไม่สามารถผ่านได้ หินก้อนที่ใหญ่ที่สุดมี ความสูง 8.5 เมตร และน้ำหนักถึง 300 ตัน มีเวลาให้ท่านเก็บภาพความประทับใจอย่างเต็มที่ / ได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางสู่สนามบิน

18.00 น.      ออกเดินทางสู่กรุงลิม่า โดยเที่ยวบินที่ LA2022 (บินตรง)

19.40 น.      เดินทางถึงลิม่า เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเปรู

ค่ำ                 บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร  / นำคณะเดินทางเข้าสู่ที่พัก

พักที่: Holiday Inn Lima Hotel / เทียบเท่าระดับใกล้เคียง

วันเสาร์ที่ 13 เม.ย.62(9)                    ลิม่า – ชมเมือง – เมืองโบราณปาชาคามา – ซานติเอโก(ชิลี)

เช้า                 บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่  (Pachacamac Ruins) ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้สร้างโลก” เป็นเมืองโบราณที่สร้างขึ้นและสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นระหว่างปี 800-1450 ก่อนคริสตกาล ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลิมา ในอดีตปกครองโดยอาณาจักรอินคา บริเวณโดยรอบเป็นที่ตั้งของปิระมิดหลากหลายรูปแบบที่ได้มีการขุดค้นพบขึ้น และส่วนที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์ที่สุดคือ วิหารปาชาคามา นำท่านเข้าชมภายในวิหารและโบราณสถานโดยรอบที่ได้ขุดค้นพบในเมืองนี้ และชมความยิ่งใหญ่ของเมืองโบราณแห่งอาณาจักรอินคาอีกแห่งหนึ่ง ได้เวลานำท่านแวะถ่ายรูปกับ Huaca Hualiamarca ซึ่งเป็นปิระมิดดินขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านให้นักท่องเที่ยวเก็บภาพและความน่าประทับใจ

เที่ยง              บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ย่านกลางเมืองลิม่าเมืองหลวงของประเทศเปรู ที่มีความแตกต่างไปจากเมืองใหญ่อื่นๆ ในอเมริกาใต้ กรุงลิมายังสามารถ รักษาความเป็นลาตินอเมริกันไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด นำท่านผ่านชมศูนย์กลางเมืองทำเนียบประธานาธิบดี จตุรัสประชาธิปไตย อันสวยงาม อิสระทุกท่านช้อปปิ้งตามอัธยาศัย/ นำท่าน ออกเดินางสู่สนามบิน

17.50             ออกเดินทางสู่กรุงซานติเอโก โดยเที่ยวบินที่ LA…..

23.30            เดินทางถึงเมืองซานติเอโก จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก

ค่ำ                 บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร  / นำคณะเดินทางเข้าสู่ที่พัก

พักที่: Novotel Hotel Santiago / เทียบเท่าระดับใกล้เคียง

วันอาทิตย์ที่ 14 เม.ย.62(10)              ซานติเอโก – เกาะอิสเตอร์ – ชมเมือง

เช้า                บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม / ออกเดินทางสู่สนามบิน

09.35           ออกเดินทางสู่ท่าอากาศยานมาตาเวริ Mataveri International Airport เกาะอิสเตอร์ โดยเที่ยวบินที่ LA841

13.25           เดินทางถึงท่าอากาศยานมาตาเวริ Mataveri International Airport เกาะอิสเตอร์

เที่ยง             รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) หรือ เกาะปัสกวา ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ในการปกครองของประเทศชิลี ตัวเกาะห่างจากฝั่งประเทศชิลีไปทางทิศตะวันตกกว่า 3,600 กิโลเมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งของโลก ลักษณะของเกาะมีขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 25 กิโลเมตร จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ตอนใต้ของเกาะอีสเตอร์ เที่ยวชม และเก็บภาพความสวยงามของปากปล่องภูเขาไฟราโนเกา (Rano Kau Volcano) ถ่ายภาพความสวยงาม ณจุดชมวิวที่ให้ท่านสามารถเห็นปากปล่องภูเขาไฟได้อย่างชัดเจนได้เวลาอันสมควร/ นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก

ค่ำ                 บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร  / นำคณะเดินทางเข้าสู่ที่พัก

พักที่: Altiplanico Isla de Pascua / เทียบเท่าระดับใกล้เคียง

วันจันทร์ที่ 15 เม.ย.62(11)                เกาะอิสเตอร์ – ชมเมือง

เช้า                 บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่ อุทยานแห่งชาติลาปานุย (RAPA NUI) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ในปี 1995 เพื่อถ่ายรูปกับโมอายสัญลักษณ์แห่งเกาะอีสเตอร์ โมไอ หรือ โมอาย (Moai) คือ รูปปั้นหินซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์และส่วนศีรษะมีขนาดใหญ่เด่นชัด โมไอถูกพบมากกว่า 600 ตัว กระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติราปานูอี ประเทศชิลี โมไอเกือบทั้งหมดที่พบนั้นถูกแกะสลักมาจากหินก้อนเดียว แต่บางตัวก็มีของประดับลักษณะคล้ายหมวกหรือมวยผมซึ่งเรียกว่า “ปูเกา” (pukao) เป็นชิ้นต่างหากอยู่บนศีรษะ โมไอเกือบทั้งหมดถูกแกะสลักมาจากเหมืองหินที่ปล่องภูเขาไฟราโนรารากู (Rano Raraku) ซึ่งเป็นที่ที่พบโมไออยู่กว่า 400 ตัว อยู่ในกระบวนการแกะสลักซึ่งใกล้เสร็จสมบูรณ์ จากการค้นพบรูปปั้นที่ยังแกะสลักอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั้น ทำให้มีการสันนิษฐานว่าเหมืองหินได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างกะทันหัน  นอกจาก นั้นในการค้นพบ โมไอเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพล้มนอน ซึ่งเชื่อว่าชาวพื้นเมืองบนเกาะเป็นผู้ทำให้มันล้ม ลักษณะที่เด่นชัดของโมไอ คือ ส่วนหัว แต่ก็มีโมไอหลายตัวซึ่งมีส่วนหัวไหล่, แขน และลำตัว ซึ่งเป็นโมไอที่พบหลังจากถูกฝังมานานนับปี ความหมายและวัตถุประสงค์ของการสร้างโมไอนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดและมีการสันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นานา ข้อสันนิษฐานที่แพร่หลายมากที่สุดข้อหนึ่ง คือ รูปปั้นโมไอถูกแกะสลักโดยชาวโปลินีเซียซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะนี้เมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ข้อสันนิษฐานนี้เชื่อว่า พวกโปลินีเซีย อาจสร้างโมไอขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ หรืออาจจะเป็นผู้ซึ่งมีความสำคัญ ณ สมัยนั้น หรืออาจจะเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะของครอบครัว เห็นได้ชัดว่าการสร้างโมไอ (ขนาดทั่วไปสูงประมาณ 3.5 เมตร หนัก 20 ตัน) นั้นต้องลงทุนลงแรงและใช้เวลาเป็นอย่างมาก หลังจากสร้างเสร็จแล้วยังต้องเคลื่อนย้ายรูปปั้นไปยังตำแหน่งที่ต้องการ การขนย้ายโมไอซึ่งหนักและใหญ่นั้นทำอย่างไรก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด โดยชาวพื้นเมืองของเกาะนั้นมีความเชื่อว่า โมไอนั้นเดินได้เอง ในตำนานของเกาะนั้นกล่าวถึงหัวหน้าเผ่าซึ่งเสาะหาที่ตั้งบ้านใหม่ และเขาได้เลือกหมู่เกาะอีสเตอร์ หลังจากที่หัวหน้าเผ่าตายไป เกาะก็ได้ถูกแบ่งให้เหล่าลูกชายของเขาเพื่อให้เป็นหัวหน้าเผ่าใหม่ เมื่อหัวหน้าเผ่าคนใดตายไปก็มีการนำโมไอไปตั้งไว้ ณ สุสาน ชาวเกาะทั้งหลายเชื่อว่ารูปปั้นโมไอจะรักษาจิตวิญญาณของหัวหน้าเผ่าเหล่านั้นไว้ เพื่อให้นำสิ่งดี ๆ มาสู่เกาะ เช่น ฝนตก พืชพรรณสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ตำนานนี้อาจมีการบิดเบือนไปจากความจริงเนื่องจากได้มีการเล่าสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน

เที่ยง             บริการอาหารกลางวันแบบกล่อง (Lunch Box) เพื่อให้ท่านได้มีเวลาในการชื่นชมธรรมชาติอย่างเต็มที่**

บ่าย

นำท่านชมความมหัศจรรย์ของทุ่งโมอาย แห่ง ราโน ราราคู (Rano Raraku) ซึ่งเป็นที่ที่พบโมอายอยู่กว่า 400 ตัว ส่วนใหญ่การแกะสลักที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ รูปปั้นที่ยังแกะสลักอยู่ครึ่งๆกลางๆ นั้นทำให้มีการสันนิษฐานว่าเหมืองหินได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างกะทันหันนอกจากนั้นในการค้นพบโมอายเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพล้มนอน เชื่อว่าชาวพื้นเมืองบนเกาะเป็นผู้ทำให้มันล้ม ลักษณะที่เด่นชัดของโมอาย คือส่วนหัว แต่ก็มีโมอายหลายตัว ซึ่งมีส่วนหัวไหล่ แขน และลำตัวซึ่งเป็นโมอายที่พบหลังจากถูกฝังมานานนับปี ความหมายและวัตถุประสงค์ของการสร้างโมอายนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดและมีการสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานาข้อสันนิษฐานที่แพร่หลายมากคือ โมอาย ถูกแกะสลักโดยชาวโพลิเนเชียน ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะนี้เมื่อกว่า 1,000 ปี มาแล้วข้อสันนิษฐานเชื่อว่าพวกโพลิเนเชียน อาจสร้างโมอายขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนถึง บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ หรืออาจจะเป็นผู้ซึ่งมีความสำคัญ ณ สมัยนั้นหรืออาจจะเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะของครอบครัว อิสระให้ท่านเก็บภาพความน่าอัศจรรย์ของทุ่งโมอายนับร้อยตัว ได้เวลาอันสมควร

ค่ำ                 บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร  / นำคณะเดินทางเข้าสู่ที่พัก

พักที่: Altiplanico Isla de Pascua / เทียบเท่าระดับใกล้เคียง

วันอังคารที่ 16 เม.ย.62(12)               เกาะอิสเตอร์ – ซานติเอโก

เช้า                บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

อิสระทุกท่านพักผ่อนในโรงแรมที่พัก ได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางสู่บริเวณหาดอนาคีน(Anakena) เป็นบริเวณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เนื่องจากเชื่อว่าเป็นจุดที่ชาวโพลีนีเซีย ขึ้นเกาะอีสเตอร์เป็นครั้งแรก มีลักษณะเป็นชายหาดขนาดใหญ่เรียงรายด้วยต้นมะพร้าว และมีแท่นนาอูนาอู (Ahu Nau Nau) ที่ประกอบ ด้วยโมอาย 7 ตัวให้ชมอิสระให้ท่านพักผ่อนอิริยาบถ และเพลิดเพลินกับบรรยากาศที่งดงามตามอัธยาศัย ได้เวลาอันสมควร

เที่ยง             บริการอาหารกลางวันแบบกล่อง (Lunch Box) เพื่อให้ท่านได้มีเวลาในการชื่นชมธรรมชาติอย่างเต็มที่**

15:25           ออกดินทางสู่กรุงซานติเอโก โดยเทียวบินที่ LA842

21:55           เดินทางถึงกรุงซานดิเอโก / นำคณะเดินทางเข้าสู่ที่พัก 

พักที่: Novotel Hotel Santiago / เทียบเท่าระดับ

วันพุธที่ 17 เม.ย.62(13)                     ซานติเอโก – ชมเมือง – สนามบิน

เช้า                บริการอาหารมื้อเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

ค่ำ                 บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร  / นำคณะออกเดินทางส่สนามบิน

วันพฤหัสฯที่ 18 เม.ย.62(14)           ซานติเอโก – ดูไบ 

02.10           ออกเดินทางสู่นครดูไบ โดยเที่ยวบินที่ EK264

*** เดินทางผ่านเส้นแบ่งเขตเวลาสากล ***

วันศุกร์ที่ 19 เม.ย.62(15)                   ดูไบ – กรุงเทพฯ  

04.35           เดินทางถึงสนามบินดูไบ จากนั้นนำท่านต่อเครื่องสู่กรุงเทพฯ

09.30           ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ โดยเที่ยวบินที่ EK372

18.40           เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ และความประทับใจ