One world

วันจันทร์-ศุกร์ 09.00-18.00 น.
วันเสาร์ 09.00-13.00 น.

ไอซ์แลนด์ (Iceland) : THE COMPASS BY ONE WORLD TOUR

January 7, 2021 | by One world

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #1…ดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง …ที่ตั้งของกลาเซียที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และภูเขาไฟที่ยังมีพลังมากที่สุดในโลก ดินแดนแห่งแสงสว่างและความมืดนี้มีฤดูร้อนที่ยาวนานที่เราสามารถเห็นแสงอาทิตย์ได้ 24 ชั่วโมง และจะออกมาจากขอบฟ้าเพื่อมาทักทายกับผู้คนแค่ไม่กี่ชั่วโมงในฤดูหนาว ไอซ์แลนด์ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1,000 ปีก่อนในช่วงยุคแห่งการสำรวจและตั้งถิ่นฐานของพวกไวกิ้ง เป็นดินแดนที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนของสภาพภูมิอากาศภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปส่องประกายระยิบระยับอย่าง Vatna Glacier (Vatnajökull) ที่พาดผ่านเทือกเขาที่สวยงาม น้ำพุร้อนที่อุดมสมบูรณ์ให้ความอบอุ่นแก่บ้านเรือน และกระแสน้ำนอกชายฝั่งกัลฟ์สตรีมให้สภาพอากาศที่อบอุ่นให้กับผู้คนอาศัยอยู่ทางตอนเหนือสุดของโลก ภูเขาไฟอีกประะมาณ 130 แห่งซึ่งส่งผลโดยตรงต่อลักษณะที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ไอซ์แลนด์ยังเป็นที่ตั้งของหลุมอุกกาบาตหลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตภูเขาไฟตะวันตกที่บางแห่งได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก
ในปี 2010 การปะทุเล็กน้อยที่ภูเขาไฟ ‘เอยาฟยาตลาเยอคุตล์’ (Eyjafjallajökull) ทำให้การเดินทางทางอากาศทั่วยุโรปและอเมริกาเหนือหยุดชะงักเนื่องจากเถ้าภูเขาไฟจำนวนมากที่พ่นออกมาเป็นเวลาถึงหกวัน

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #2 เรคยาวิก’ (Reykjavik) หรือ ‘อ่าวที่มีหมอกควัน’ (Smokey Bay) คือเมืองหลวงของไอซ์แลนด์ที่เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมในการมาสัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่สวยงามน่าทึ่ง เช่น บลูลากูนที่มีชื่อเสียง หรือเส้นทางวงกลมทองคำ Golden Circle ที่ซึ่งเราจะได้เห็นน้ำพุร้อน น้ำตก หุบเขา และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งที่เราอาจไม่รู้ก็คือในฤดูหนาวที่ยาวนานและหนาวเหน็บชาวไอซ์แลนด์จะใช้สปาความร้อนจากพื้นใต้พิภพของเมืองหลวงแห่งนี้ ยังมีแสงสว่างไสวที่ยาวนานในคืนฤดูร้อนที่สดใส และห่างจากแสงไฟของเมืองพวกเขาสามารถดื่มท่ามกลางความงามของแสงเหนือออโรร่าโบเรียลิสในช่วงฤดูหนาวที่เต้นรำอยู่กลางท้องฟ้ายามค่ำคืน ย่านใจกลางเมืองเรคยาวิกที่ทำให้นึกถึงมรดกทางวัฒนธรรมของชาวไวกิ้งของไอซ์แลนด์ที่ทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ปี 870 อาคารทางประวัติศาสตร์ที่มีเสน่ห์ซึ่งทำจากหินและไม้ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ไม่ว่าเราจะเลือกใช้เวลาในเรคยาวิกด้วยวิธีใดก็ตาม ก็ยังคุ้มค่ากับการมาเยือนเมืองหลวงที่เล็กที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปแต่กลับอยู่เหนือสุดของโลกอย่าง ‘เรคยาวิก’ เมืองนี้

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #3‘เคริธ’ (Kerid Crater Lake) ปล่องภูเขาไฟที่อายุน้อยที่สุดแต่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหลุมอุกกาบาตที่เห็นได้ชัดเจนและสวยงามที่มีทะเลสาบอยู่ตรงกลาง ซึ่งก่อตัวขึ้นจากการปะทุเมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว โดยการระเบิดของภูเขาไฟที่สำคัญของไอซ์แลนด์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ 6,000 ถึง 7,000 ปีก่อน เคริธตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์บนเส้นทาง ‘Golden Circle Route’ สีแดงสดใสนี้บริเวณปากปล่องภูเขาไฟที่มีเนินวงกลมสูงชันคล้ายอัฒจันทร์โบราณคือเป็นส่วนหนึ่งของความน่าสนใจของการเยี่ยมชมปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ หินสีแดงเข้มตัดกับสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำทะเลสีอะความารีนหรือสีฟ้าครามที่สดใสแล้ว ทางลาดชันของปล่องภูเขาไฟยังปกคลุมด้วยหินภูเขาไฟสีแดงเกือบทั้งหมดซึ่งปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียวที่อุดมสมบูรณ์กลมกลืนไปกับหุบเขาสีเขียวได้ไกลสุดลูกหูลูกตาราวกับว่าทะเลสาบแห่งนี้ยังมีสีสันไม่เพียงพอ ความสดใสโดดเด่นนี้กลายเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่น่าเหลือเชื่อ

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #4 ‘Golden Circle’ เป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมของไอซ์แลนด์ 3 สถานที่ห้ามพลาดบนวงกลมทองคำ ได้แก่ ‘น้ำตกกุลล์ฟอสส์’ Gullfoss หรือ ‘Golden Waterfall’ Haukadalur เป็นหุบเขาความร้อนใต้พิภพ Geothermal Valley ที่มีน้ำพุร้อนไกเซอร์ Geysir และอุทยานแห่งชาติซิงเวลลีย์ Þingvellir ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโกแห่งเดียวบนแผ่นดินใหญ่ของไอซ์แลนด์ นี่คือวงกลมทองคำเป็นอัญมณีล้ำค่าที่มีลักษณะทางธรณีวิทยาที่หายากอย่างไม่ต้องสงสัยซึ่งแทบจะไม่สามารถพบได้ที่ใดในโลก เมื่อความงามเหล่านี้รวมเข้ากับการต้อนรับแบบท้องถิ่นและอาหารแบบดั้งเดิมจึงไม่น่าแปลกใจที่ Golden Circle คือหนึ่งในเส้นทางที่ดีที่สุดที่ผสมผสานประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและธรรมชาติที่ไม่ธรรมดาเพื่อให้เป็นวันที่น่าจดจำของเราในการมาเยือนดินแดนแห่งนี้

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #5 ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติสร้างความประหลาดใจให้กับมนุษย์ตัวเล็กๆ บนโลกใบนี้หลายต่อหลายครั้ง ใครจะรู้ว่าน้ำเย็นบริสุทธิ์จาก ‘Langjökull’ ธารน้ำแข็งที่ใหญ่เป็นอันดับสองในไอซ์แลนด์จะไหลกรองผ่านพื้นหินเป็นระยะทางกว่า 40 กม.ก่อนจะมาที่นี่ ‘ซิงเควลลาวัทน์’ (Þingvallavatn) ทะเลสาบที่ตั้งอยู่บนรอยแยกกลางมหาสมุทรแอตแลนติกบนส่วนหนึ่งของสันเขาที่เรียกว่า ‘แนวสันเขาเรคยาเนส’ (Reykjanes Ridge) ซิงเควลลาวัทน์เป็นทะเลสาบธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติซิงเวลลีร์ อุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดของไอซ์แลนด์และเป็นเพียงแห่งเดียวที่ได้รับสถานะมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกเมื่อปี 2004 และที่นี่เรายังสามารถมองเห็นรอยต่อของเปลือกโลกยูเรเซียและอเมริกาเหนือได้อย่างชัดเจน แผ่นเปลือกโลกเหล่านี้แยกออกจากกันอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราประมาณ 2 ซม.ต่อปี ที่นี่ยังเต็มไปด้วยที่ราบลุ่มที่มีพื้นที่ถึง 84 ตารางกิโลเมตร โดยมีส่วนที่ลึกมากที่สุดวัดได้ถึง 114 เมตร ทางเดียวที่ไหลออกจากทะเลสาบซิงวัลลาวัทน์ได้นั้นคือแม่น้ำซ็อก (Sog) เท่านั้น และ “ปลาเทราต์สีน้ำตาลยุคน้ำแข็ง” (Ice age brown trout) ของทะเลสาบซิงเควลลาวัทน์ยังได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลกและก็เป็นปลาน้ำจืดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดชนิดหนึ่งในไอซ์แลนด์

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #6 ‘น้ำพุร้อนกีเซอร์’ (Great Geysir) เป็นน้ำพุร้อนที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป เชื่อกันว่ามีอายุย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1294 ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ความร้อนใต้พิภพและสร้างน้ำพุร้อนใหม่หลายแห่ง ตั้งอยู่บนวงกลมทองคำในหุบเขา Haukadalur ทุ่งความร้อนใต้พิภพรอบไกเซอร์เป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องน้ำพุร้อนใต้พิภพ เชื่อกันว่าสนามความร้อนใต้พิภพมีพื้นที่ผิวทั้งหมดประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร จะพบหลุมหรือปล่องที่มีไอน้ำพุ่งขึ้นมาเป็นจำนวนมาก น้ำพุร้อนกีเซอร์สามารถปะทุน้ำพุเดือดได้สูงไปในอากาศเฉลี่ยประมาณถึง 70 เมตร แต่ครั้งหนึ่งในปี 1845 สามารถวัดความสูงได้ถึง 170 เมตร..! เมื่อได้มาเยือนน้ำพุร้อนกีเซอร์แล้วได้สัมผัสกับไอน้ำที่ลอยขึ้นมาจากพื้นดินและกลิ่นกำมะถันในอากาศที่มหัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้ น้ำพุร้อนที่ปะทุบ่อยครั้งเป็นภาพที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจและน่าเกรงขามของพลังอันน่าทึ่งของโลกใบนี้   

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #7 ‘ธารน้ำแข็งเมียร์ดาลส์โจกูล’ (Mýrdalsjökull Glacier) ธารน้ำแข็งเมียร์ดาลส์โจกูลตั้งอยู่ทางตอนใต้ของที่ราบสูงไอซ์แลนด์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นธารน้ำแข็งที่สวยที่สุด และที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ในไอซ์แลนด์ ครอบคลุมพื้นที่ 600 ตารางกิโลเมตร โดยยอดเขาที่สูงที่สุดมีความสูงเกือบ 1,500 เมตร ในส่วนลึกของธารน้ำแข็งแห่งนี้ยังซ่อน ‘ภูเขาไฟคาทลา’ (Katla) ซึ่งเป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่ไว้ด้านในซึ่งเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังปะทุมากที่สุดของประเทศโดยมีการปะทุโดยเฉลี่ยทุกๆ 40–80 ปี การปะทุครั้งแรกเกิดขึ้นในปีค.ศ.930 และการปะทุครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายคือปี ค.ศ.1918 ‘แคลดีรา’ หรือ ‘ปล่องภูเขาไฟ’ ของภูเขาไฟคาทลามีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 10 กิโลเมตรและอยู่ใต้น้ำแข็งหลายร้อยเมตร จุดสำคัญที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล คือ การขับรถสโนโมบิลผ่านพื้นที่อันกว้างใหญ่ของน้ำแข็งที่ปกคลุมมิร์ดาลสโจกุลเข้าสู่ ‘ถ้ำน้ำแข็งคัทลา’ (Katla Ice Caves) ที่อยู่ลึกลงไปด้านล่าง การก้าวเข้าไปในถ้ำน้ำแข็งสีฟ้าและสีดำที่น่าตื่นตาตื่นใจของธารน้ำแข็งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งของการเดินทางที่เราได้เข้าไปในถ้ำน้ำแข็งธรรมชาติแห่งเดียวซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟอันยิ่งใหญ่ของไอซ์แลนด์   

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #8 ภูมิทัศน์ที่สวยงามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้ ‘สกาฟตาเฟล’ Skaftafell เป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม อุทยานแห่งชาติสกาฟตาเฟลได้รับการสวมมงกุฎให้เป็น “โอเอซิส” แห่งตอนใต้ของที่ราบสูงไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ระหว่างธารน้ำแข็งขนาดยักษ์ครอบคลุมพื้นที่ 4,807 ตารางกิโลเมตร ซึ่งได้รวมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล’ Vatnajokull National Park จนกลายเป็นอุทยานแห่งชาติที่ที่ใหญ่ที่สุดของไอซ์แลนด์และใหญ่ที่สุดในยุโรปอีกด้วย ภูมิทัศน์ของอุทยานเป็นผลมาจากธารน้ำแข็งและการกัดเซาะที่เกิดจากแม่น้ำหลายสายที่ไหลจากภูเขาหิมะ พื้นที่สีเขียวซึ่งมีหุบเขาเป็นที่ตั้งของธารน้ำแข็งระยิบระยับจำนวนมากและมียอดภูเขาสูงตระหง่านขึ้นสู่ท้องฟ้าแห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในส่วนที่ห่างไกลที่สุดของประเทศ จนกระทั่งมีการเปิดใช้ถนนวงแหวนหมายเลข 1 ในปี 1970 ด้วยความแตกต่างอย่างงดงามของธารน้ำแข็งสีขาวทรายสีดำและทุ่งหญ้าสีเขียว ทำให้สกาฟตาเฟลเป็นหนึ่งในอัญมนีที่มีค่าของไอซ์แลนด์

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #9 ณ ริมถนนวงแหวนตอนใต้ ที่รายล้อมไปด้วยทัศนียภาพที่สวยงามและทิวทัศน์อันตระการตา …มีตำนานไวกิ้งโบราณเล่าต่อกันมาว่ามีไวกิ้งชื่อ Thrasi ได้ซ่อนหีบใส่ทองคำที่สะสมไว้ใต้น้ำตกแห่งหนึ่ง หลายคนพยายามค้นหาหีบทองคำหลายครั้ง จนมีชายหนุ่มคนหนึ่งเกือบจะประสบความสำเร็จแล้ว แต่เขาก็ได้มาเพียงแค่แหวนทองคำวงเดียว ต่อมาแหวนทองคำนี้ถูกใช้ประดับอยู่บนประตูโบสถ์ในหมู่บ้าน Skógar ชุมชนเล็กๆ ซึ่งห่างจากชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์เพียงไม่กี่กิโลเมตร …‘สโกกาฟอสส์’ Skógafoss ก็คือน้ำตกในตำนานโบราณที่ถูกกล่าวถึงน้ำตกที่ใหญ่และสง่างามที่สุดแห่งหนึ่งในไอซ์แลนด์แห่งนี้มีสายน้ำไหลหลั่งมาจากหน้าผาซึ่งเคยเป็นแนวชายฝั่งทะลในอดีต แต่หลังจากเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติชายฝั่งทะเลลดระดับลงแต่หน้าผาในทะเลเดิมยังคงขนานไปกับชายฝั่งเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ภูเขาเหล่านี้สร้างพรมแดนระหว่างที่ราบลุ่มบนชายฝั่งและพื้นที่สูงของไอซ์แลนด์ น้ำตกสโกกาฟอสส์มีเอกลักษณ์เฉพาะเนื่องจากต้นน้ำตกมาจากธารน้ำแข็งสองแห่งโดยตรงคือ Eyjafjallajokull และ Myrdalsjokull น้ำตกอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Skógár สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากถนนหมายเลข 1 เมื่อใดก็ตามที่แสงของดวงอาทิตย์กระทบกับละอองของน้ำตกจะทำให้เกิดรุ้งกินน้ำออกมาสร้างสีสันให้น้ำตกสโกกาฟอสส์งดงามน่าประทับใจกับผู้มาเยือนทุกครั้ง แม่น้ำด้านล่างน้ำตกยังมีปลาแซลมอนจำนวนมาก อย่าแปลกใจที่จะเห็นชาวประมงตกปลาในแม่น้ำตั้งแต่เดือนกรกฎาคม- ตุลาคม 

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #10 ‘เรย์นิสดรังการ์’ Reynisdrangar เสาหินที่มีรูปร่างน่าประทับตั้งอยู่กลางทะเลใกล้ชายฝั่งของชายหาดทรายดำ Reynisfjara บนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่หลากหลายและน่าทึ่ง ลักษณะแปลกประหลาดของธรรมชาติเกือบทั้งหมดในประเทศนี้มักจะมีนิทานพื้นบ้านของไอซ์แลนด์ที่อธิบายเสมอ แม้แต่ที่มาของเสาเรย์นิสดรังการ์ …ตามตำนานชาวเหนือโบราณ ค่ำคืนหนึ่ง ณ ริมทะเลที่เงียบสงบ มีโทรลล์สามตน (สัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างใหญ่โตเหมือนยักษ์ ที่มีถิ่นกำเนิดในสแกนดิเนเวีย เชื่อกันว่าพวกโทรลล์ที่โดนแสงอาทิตย์จะตายและร่างกายของก็จะกลายเป็นหิน) ได้เห็นเรือออกทะเลในตอนกลางคืน โทรลล์ทั้งสามได้ลุยไปในทะเลเพื่อลากเรือเข้าฝั่ง แต่เนื่องจากพวกเขาคำนวนเวลาผิดพลาดก่อนที่จะกลับถึงฝั่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ที่เริ่มพ้นจากขอบฟ้า แสงจากดวงอาทิตย์ได้ส่องลงมาทำให้โทรลล์ทั้งสามกลายเป็นหินทันที และพวกมันยังคงเป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกฤดูร้อนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-เดือนสิงหาคมที่นี่ยังมีนกพัฟฟินหลายพันตัวรวมตัวกันที่นี่ สิ่งมีชีวิตที่น่ารักเหล่านี้มีความกลัวผู้คนน้อยมากและสามารถเข้าใกล้ได้ในระยะไม่กี่เมตร เรายังสามารถพบเห็นนกชนิดอื่นๆ ที่กำลังบินร่อนอยู่รอบๆ หน้าผา เช่น นกนางนวลแกลบอาร์กติก และแม้แต่ท้องทะเลของไอซ์แลนด์หากเราโชคดีอาจได้เห็นวาฬ โลมา หรือแมวน้ำที่ว่ายน้ำทะเลโต้คลื่นอย่างสนุกสนาน

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸  #11 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์จะพบกับธารน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยภูเขาน้ำแข็ง ลากูนน้ำแข็งแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์เนื่องจากมีความสวยงามน่าทึ่ง ลากูนนี้เรียกว่า ‘โจกุลซาลอน’ Jökulsárlón ลากูนแห่งนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากน้ำแข็งที่ละลายและขยายอย่างต่อเนื่องในขณะที่น้ำแข็งก้อนใหญ่ละลายจากธารน้ำแข็งที่หดตัวลงเรื่อยๆ ขณะที่โจกุลซาลอนมีขนาดเพิ่มขึ้น ธารน้ำแข็งมีขนาดที่ลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนอย่างเห็นได้ชัดในทุกปี บางทีสิ่งนี้อาจทำให้ทะเลสาบน้ำแข็งมีความพิเศษยิ่งขึ้นเนื่องจากจะมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งที่เราได้มาเยือน ภูเขาน้ำแข็งที่แยกตัวออกจากธารน้ำแข็งและตกลงไปในลากูนค่อยๆ ละลายและลอยออกสู่ทะเลซึ่งถูกคลื่นจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือขัดเกลาก่อนที่จะถูกซัดขึ้นฝั่งบนชายหาดสีดำที่เรียกว่า ‘เปรียดาร์แมร์คูร์ซานดูร์’ Breiðamerkursandur ดังนั้นทรายสีดำที่ทอดยาวนี้จึงถูกปกคลุมไปด้วยรูปสลักน้ำแข็งขนาดกะทัดรัดโปร่งแสงที่เปล่งประกายเมื่อต้องแสงแดดเหมือนกับเพชร นี่คือเหตุผลที่หาดนี้มีชื่อเล่นว่า ‘the Diamond Beach’ ในบางวันจะสามารถเห็นเจ้าแมวน้ำตัวน้อยหน้างงๆ ว่ายน้ำในลากูนและริมชายฝั่ง หรือพักผ่อนอาบแดดบนภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในลากูนแห่งนี้

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #12 คุณเชื่อในสัตว์ประหลาด, เอลฟ์, โทรลล์ หรือไม่? หลังจากไปเยือนไอซ์แลนด์ตะวันออก และได้มาที่ ทะเลสาบ ‘โลกูริน’ Lögurinn ทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสามของไอซ์แลนด์ เราอาจต้องลังเลที่จะตอบคำถามนี้ …ตามตำนานโบราณของไอซ์แลนด์กล่าวว่า ‘ใต้ทะเลสาบลึกแห่งนี้มีสัตว์ร้ายที่เรียกว่า Lagarfljótsormurinn หรือ Wyrm ซึ่งคือมังกรอสูรในตำนานซึ่งกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1345’ และจะเป็นเป็นลางไม่ดีหากสัตว์ประหลาดถูกพบเห็นเหนือทะเลสาบ  …หากต้องการติดตามตำนานและสัมผัสความมหัศจรรย์ของไอซ์แลนด์ตะวันออก ต้องเดินทางไปยังเมือง ‘เอกิลสตาดีร์’ Egilsstadir สถานที่แห่งตำนานเรื่องราวที่เกิดขึ้นนานมากโดยเริ่มต้นว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว …เด็กสาวชาวไวกิ้งคนหนึ่งได้นำแหวนทองคำที่แม่ของเธอมอบให้มาวางไว้ในกล่องใต้หมอนตามคำแนะนำของแมงป่องหรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘เฮลธ์ดราก้อน’ ว่าทำเช่นนั้นจะเพิ่มมูลค่าของแหวนให้มากขึ้น แต่แหวนทองคำกลับมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนหญิงสาวเริ่มกลัวและโยนมันทิ้งในทะเลสาบโลกูริน …ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลับพบว่า Wyrm ยิ่งใหญ่ขึ้นเติบโตขึ้นมากจนแม้แต่ผู้วิเศษหรือพ่อมดก็ไม่สามารถเอาชนะมันได้ Wyrm นั้นอาศัยอยู่ในทะเลสาบตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 …นี่คือตำนานที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากมาที่เมืองเอกิลสตาร์ดีร์ และกระตือรือร้นในการค้นหาสิ่งมีชีวิตนั้น ณ ทะเลสาบแห่งนี้ …‘โลกูริน’    

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #13 ทางเหนือของไอซ์แลนด์เป็นที่ตั้งของภูมิภาคที่สวยงามของทะเลสาบ ‘มิวาทน์’ Mývatn ด้วยพื้นที่ 36.5 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของไอซ์แลนด์ มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ที่มีชายฝั่งด้วยเวิ้งอ่าวและเวิ้งต่างๆ ที่ถูกแต่งแต้มด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยที่มีพืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ ในและรอบ ๆ ทะเลสาบมีนกนานาชนิดมากมาย มิวาทน์เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและปรากฏอยู่ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญระดับสากล ทะเลสาบนี้เป็นที่อาศัยของปลาเทราต์สีน้ำตาลที่ดีที่สุดในโลก และชื่อเสียงในเรื่องของนกเป็ดน้ำพันธุ์ต่างๆ และความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์อื่นๆ สภาพแวดล้อมของทะเลสาบแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศและการก่อตัวทางธรณีวิทยาที่น่าทึ่ง ทะเลสาบมิวาทน์เกิดจากการปะทุของรอยแยกลาวาขนาดใหญ่เมื่อ 2,300 ปีก่อน และภูเขาไฟที่อยู่บริเวณนี้เคยการปะทุมาถึงเก้าครั้งในช่วงปี ค.ศ.1975-1984 ทะเลสาบสีฟ้าสวยงามและสระน้ำร้อนภูเขาทรายหลุมอุกกาบาตภูเขาไฟและสระโคลนหลากสีประกอบกันเป็นสถานที่ที่น่าทึ่งที่สุดและหลายคนบอกว่าพื้นที่นี้เหมือนอยู่ในโลกอื่น น้ำทะเลสีฟ้าครามของทะเลสาบ Mývatn มีมนต์สะกดและดูเหมือนจะมาจากที่ใดในดินแดนแห่งเทพนิยายของ Mývatn บริเวณนี้ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่หนาวที่สุดในประเทศในช่วงฤดูหนาว แต่ก็ยังมีฤดูร้อนที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย   

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #14 ‘ทุ่งลาวาดิมมูบอร์กี’ Dimmuborgir หรือ ‘ป้อมปราการสีดำ’ เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ของลาวาในบริเวณทะเลสาบมิวาทน์ ประกอบด้วยหินลาวาขนาดใหญ่ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่งนั่นคือโลกแห่งเทพนิยาย การก่อตัวของหน้าผาและเสาลาวาที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้เกิดจากลาวาหลอมเหลวที่ไหลอยู่เหนือสระน้ำในการปะทุที่เกิดขึ้นในพื้นที่เมื่อ 2,300 ปีก่อน เมื่อลาวาไหลไปทั่วบริเวณและไหลผ่านสู่ทะเลสาบทำให้ลาวาที่เดือดเย็นตัวอย่างรวดเร็วทำให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ลาวาที่หลอมเหลวขังอยู่ใต้น้ำและไอน้ำที่ไหลออกมาทางช่องระบายอากาศในลาวาและก่อตัวเป็นเสาเหล่านี้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Hraunbóla” หรือ ‘ฟองลาวา’ หินที่เปราะบางเนื่องจากกระบวนการก่อตัวดังนั้นจึงได้รับการอนุรักษ์ไว้และไม่มีการปีนป่าย หลังจากที่มันแข็งตัวพื้นที่ Dimmuborgir ก็กลายเป็นกองหินขนาดใหญ่และถ้ำและโพรงมากมายซึ่งเกิดจากฟองไอน้ำที่รุนแรง ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงเปรียบเทียบ Dimmuborgir กับปราสาทในยุคกลางโดยมีห้องที่ซ่อนอยู่มากมายและหอคอยสูงตระหง่าน ในตำนานโบราณของไอซ์แลนด์ ถ้ำลาวาถูกกล่าวหาว่าเป็นที่อยู่อาศัยของพวกโทรลล์ เมื่อไม่นานมานี้ Dimmuborgir ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเนื่องจากเป็นฉากในซีรีย์ดังอย่างเรื่อง ‘Game of Thrones’ ของ HBO และ Dimmu Borgir วงดนตรีแบล็กเมทัลยอดนิยมของนอร์เวย์ยังได้รับการตั้งชื่อตามสถานที่แห่งนี้ 

ไอซ์แลนด์ (Iceland) 🇮🇸 #15 ‘นามาฟียาทล์’ (Namafjall) เทือกทางด้านตะวันออกของทะเลสาบมิวาทน์แห่งนี้มีบ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่เรียกว่า ‘Hverir’ และ ‘Fumaroles’ บ่อโคลนที่ดูเหมือนจะเดือดด้วยพลังงานอย่างไม่หยุดยั้ง กลิ่นของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ปล่อยออกมาจากบ่อน้ำพุร้อนและหลุมอุกกาบาตปล่อยไอน้ำขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา เราแทบจะไม่เห็นน้ำพุบริสุทธิ์ในแหล่งความร้อนใต้พิภพแห่งนี้เลย แต่ความงามของแร่ธาตุหลากสีก็ทดแทนน้ำพุเหล่านั้น ซึ่งก็ทำให้พื้นที่นั้นแห้งแล้งไปด้วยพืชพันธุ์เช่นเดียวกับดาวอังคาร แร่ธาตุต่างๆเหล่านี้ทำให้พื้นดินเป็นสีน้ำเงิน ดำ เขียว และเหลือง เป็นสิ่งเตือนใจว่าภายใต้พื้นผิวโลกนี้หาได้สงบอย่างที่เราคิดไว้ไม่ หลุมอุกกาบาตบางแห่งดูเหมือนหม้ออัดแรงดันพร้อมที่จะระเบิดตลอดเวลา บ่อโคลนเดือดปุดๆ คล้ายกับหม้อต้มของแม่มดในตำนานโบราณ NASA ส่งนักบินอวกาศมายังพื้นที่นี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมตั้งแต่ปี 1960 นีลอาร์มสตรองได้รับการฝึกฝนที่นี่ก่อนที่จะขึ้นไปบนดวงจันทร์ ดังนั้นหากเราไม่สามารถซื้อตั๋ว SpaceX ได้ แต่ใฝ่ฝันที่จะสำรวจอวกาศ เราควรต้องจด Namafjall และ Hverir ไว้ในรายการเที่ยวของเรา 

#ICELAND #THECOMPASS #ONEWORLDTOUR

ท่านสามารถดูโปรแกรมทัวร์และรายละเอียดของโปรแกรมนี้ได้ผ่านลิงค์นี้

>>

บทความท่องเที่ยวนี้เป็นบทความให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ จัดทำโดย บริษัทวันเวิลด์ทัวร์แอนด์ทราเวลจำกัด อนุญาตให้ใช้เพื่อ การให้ความรู้ การอ้างอิงนำเสนองานทางการวิจัย การศึกษา ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงธุรกิจ หรือ แสวงหากำไร โดยมิได้รับอนุญาต

อ้างอิง วันเวิลด์ทัวร์แอนด์ทราเวลจำกัด. (2564). แกรนด์ไอซ์แลนด์ 10วัน. สืบค้นจากอินเตอร์เน็ตเมื่อวันที่ …….. จากเว็บไซต์ www.oneworldtour.co.th