One world

วันจันทร์-ศุกร์ 09.00-18.00 น.
วันเสาร์ 09.00-13.00 น.

SWITZERLAND: Scenic Railroads ดินแดนแห่งรถไฟ เที่ยวสวิส By THE COMPASS ONE WORLD TOUR AND TRAVEL

March 24, 2021 | by One world

SWITZERLAND: Scenic Railroads #1 – ระบบขนส่งสาธารณะของสวิสมีประสิทธิภาพเชื่อถือได้ สะอาด และที่สำคัญที่สุดคือปลอดภัย อย่างไรก็ตามคุณภาพนั้นมาพร้อมกับค่าตั๋วโดยสารที่ราคาสูงพอสมควร ระบบขนส่งสาธารณะทำให้ประเทศนี้ติดอันดับหนึ่งในประเทศอันดับต้นๆ ของโลกในด้านคุณภาพชีวิต ด้วยระบบขนส่งสาธารณะขั้นสูงดังกล่าวจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเห็นว่าเหตุใดลักษณะสำคัญประการหนึ่งของชาวสวิสคือการตรงต่อเวลา วิธีที่เร็วและสะดวกที่สุดในการเดินทางรอบสวิตเซอร์แลนด์คือการใช้รถไฟ หากจะสรุปรางรถไฟทั้งหมดที่วิ่งไปทั่วประเทศก็จะมีระยะทางกว่า 5,200 กิโลเมตร บริษัทรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์เรียกว่า Swiss Federal Railways (Schweizerische Bundesbahnen SBB หรือเรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า Chemins de Fer Fédéaux CFF และเรียกในภาษาอิตาลีว่า Ferrovie Federali Svizzeri FFS ในความเป็นจริง SBB ไม่ใช่บริษัทรถไฟเพียงแห่งเดียว แต่ยังมีบริษัทเอกชนอีกกว่า 20 แห่งที่เติมเต็มเครือข่ายให้หนาแน่นยิ่งขึ้น สมาพันธ์รัฐสวิสและชุมชนที่เกี่ยวข้องต่างร่วมลงทุนกับบริษัทรถไฟเหล่านี้ (โดยทั่วไปมากกว่า 90%) และยังให้เงินอุดหนุนโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินงานอีกด้วยตั๋วรถไฟในสวิตเซอร์แลนด์มีสองประเภท ตั๋วชั้นหนึ่งและชั้นสอง สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรทราบเราไม่สามารถซื้อตั๋วบนรถไฟได้ ดังนั้นควรซื้อจากเครื่องจำหน่ายตั๋ว SBB หรือห้องจำหน่ายตั๋วที่สถานีรถไฟประชากรส่วนใหญ่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะและเดินทางในระยะทางไกลกว่าประเทศอื่นๆ ยกเว้นญี่ปุ่น ความตรงต่อเวลาของระบบขนส่งสาธารณะของสวิตเซอร์แลนด์ได้นำผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางซึ่งมีความล่าช้าน้อยมาก โดย 95% ล่าช้าน้อยกว่า 5 นาที และ 75% ล่าช้าน้อยกว่า 1 นาที

SWITZERLAND: Scenic Railroads #2 – เครือข่ายรถไฟในสวิตเซอร์แลนด์ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดี เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันเครือข่ายรถไฟไปถึงพื้นที่ชนบทและมีการเชื่อมต่อระหว่างเมืองที่ให้บริการทุกชั่วโมงหรือทุกครึ่งชั่วโมง มีรถไฟหลายประเภทในสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่รถไฟทางไกล และรถไฟที่วิ่งเฉพาะในภูมิภาค รถรางไม่ใช่วิธีการขนส่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตามเมืองใหญ่บางเมือง เช่น ซูริก เจนีวา บาเซิล และเบิร์น ยังคงมีรถรางให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ในอดีตเจนีวามีแนวคิดที่จะเลิกใช้รถรางในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 แต่ได้ตัดสินใจนำรถรางกลับมาบริการอีกครั้งเนื่องจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แม้ว่ารถรางจะไม่ได้ใช้มากเท่ากับรถไฟและรถประจำทาง แต่ในบางเมืองรถรางก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งสาธารณะ เช่นเดียวกับเมืองซูริก บาเซิล และเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ไม่นิยมใช้รถประจำทางเป็นพาหนะ ผู้คนมักใช้รถประจำทางเพื่อไปยังสถานที่ที่พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงได้โดยรถไฟ แม้ว่าจะมีคนใช้ไม่มากนัก แต่รถประจำทางในสวิตเซอร์แลนด์ก็อยู่ในสภาพดี สำหรับเคเบิลคาร์ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งสาธารณะ แต่ก็เป็นทางเลือกที่ดีในการขึ้นยอดเขาทุกแห่ง การขึ้นเคเบิลคาร์เป็นส่วนหนึ่งของการสัมผัสประสบการณ์แบบสวิสอย่างเต็มที่ในลูเซิร์น Stanserhorn Cabrio เป็นเคเบิลคาร์สายแรกที่ไม่มีหลังคาชั้นบน ห้องโดยสารด้านบนสามารถบรรทุกคนได้ 30 คนและด้านล่างอีก 30 คนเรือไม่ได้ใช้เพื่อการขนส่งในทะเลสาบและแม่น้ำของสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง ทะเลสาบส่วนใหญ่มีเฟอร์รี่เรือ เรือสำราญ และเรือกลไฟให้บริการเช่นเดียวกับรถประจำทางและรถไฟ เรือของสวิสยังวิ่งตามตารางเวลาปกติ

SWITZERLAND: Scenic Railroads #3 เครือข่ายรถไฟสายหลักมาตรฐานถูกขยายไปในหุบเขาแคบๆ (Grisons, Valais, Unterwalden, Bernese Oberland) ในจำนวนนี้ ได้แก่ “รถไฟด่วนที่ช้าที่สุดในโลก” Glacier Express ที่เชื่อมระหว่างเซนต์มอริตซ์กับเซอร์แมท และขบวนรถไฟสาย Golden Pass ที่เชื่อมระหว่างเมืองมองเทรอซ์ อินเทอร์ลาเคน และลูเซิร์น ขณะที่เครือข่ายรถไฟส่วนใหญ่ใช้โดยนักธุรกิจ และผู้โดยสารทั่วไปหลายล้านคน เส้นทางรถไฟแคบๆ บางสายมีทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นพิเศษ และผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวสวิส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออากาศดีจะมีนักเดินทางจำนวนมากเดินทางท่องเที่ยวไปยังภูมิภาคอัลไพน์ ซึ่งมีเส้นทางรถไฟที่สวยงามที่สุดหลายแห่ง ได้แก่> Glacier Express “รถไฟด่วนที่ช้าที่สุดในโลก” เชื่อมต่อ เซนต์มอริตซ์ (Engadin), Disentis (หุบเขาไรน์), Andermatt (หุบเขา Urseren), Brig และ Zermatt (Wallis) > Golden Pass เชื่อมต่อระหว่างลูเซิร์น (สวิตเซอร์แลนด์ตอนกลาง) ไมรินเกน อินเทอร์ลาเคน กือสตัดด์ (เบอร์นีส โอเบอร์แลนด์) และมองเทรอซ์ (ทะเลสาบเจนีวา)> Jungfraubahn (Top of Europe) ‘สถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป’ ที่สูง 11,332 ฟุต (3,454 เมตรจากระดับน้ำทะเล) (อินเทอร์ลาเคน – ซไวลุทชิเนน – กรินเดลวาลด์ หรือ เลาเทอร์บรุนเนน / เวงเก้น – ไคลน์ไชเดกก์) – ยอดเขาจุงเฟรา> ลูเซิร์น Alpnachstad – Mount Pilatus ‘เทือกเขาปิลาตุส’ (รถไฟล้อเฟืองที่ชันที่สุดในโลก) “World’s Steepest Cogwheel Train”> Arth-Goldau – ยอดเขาริกิ / Vitznau – ยอดเขาริกิ > Albula Railway คูร์ – Tiefencastel (Landwasser Viaduct สะพานรถไฟที่มีโครงสร้างแบบโค้ง Arch (หนึ่งในมรดกโลก) – Bergün – Samedan – St. Moritz> Bernina Express เซนต์มอริตซ์ – ปอนเตรซินา (Engadin) – Poschiavo – Tirano (อิตาลี)

SWITZERLAND: Scenic Railroads #4 ‘Glacier Express Train’ หรือ Gletscherexpress ในภาษาเยอรมัน ถือเป็นหนึ่งในการเดินทางด้วยรถไฟของสวิสที่สวยงามที่สุดในประเทศ มักเรียกกันว่า “รถไฟด่วนที่ช้าที่สุดในโลก” รถไฟสวิสแอลป์นี้วิ่งระหว่างเซนต์มอริตซ์และเซอร์แมท ผ่านภูมิประเทศที่สวยงามที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์รวมถึงภูเขาและลำธารหิน ที่น่าประทับใจ และหากมีโอกาศเดินทางในช่วงเดือนที่หนาวเย็นจะมีหิมะปกคลุมอย่างมากมายทั้งบนเทือกเขาและพื้นราบเส้นทาง Glacier Express วิ่งผ่านสามรัฐของประเทศ คือ วาเลส์ อูรี และ กราบึนเดน และหากเรามีเวลาสามารถนั่งได้ตลอดทั้งเส้นทางจะใช้เวลากับการเดินทางเกือบ 8 ชั่วโมง รางวัลที่จะได้รับคือภูมิทัศน์ที่สวยงามที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ทั้งหมดรวมถึงการข้ามสะพานคดเคี้ยว 291 แห่ง และผ่านเข้าอุโมงค์ 91 แห่งแม้ว่าการเดินทางจะดำเนินไปได้ตลอดทั้งวัน แต่เราสามารถเลือกการเดินทางเป็นช่วงๆ ก็ได้ด้วยวิธีนี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะนั่งตลอดทั้งเส้นทางในวันเดียว เลือกนั่งเพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง หรือใช้เวลาสัก 2-3 วันเพื่อให้มีเวลาสำรวจจุดจอดตามเมืองต่างๆ ที่รถไฟขบวนนี้วิ่งผ่าน >>> เซอร์แมทซ์ – บริก (Zermatt to Brig) <<<การเดินทางด้วยรถไฟ Glacier Express เริ่มต้นที่หมู่บ้าน ‘เซอร์แมทซ์’ ซึ่งอยู่สูงสุดของหุบเขาอัลไพน์ ‘Alpine Valley’ ด้านล่างของยอดเขา ‘แมทเทอร์ฮอร์น’ Matterhorn ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เซอร์แมทซ์เป็นหมู่บ้านบนภูเขาที่สวยงามปลอดรถยนต์ซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,605 เมตรจากระดับน้ำทะเลและมีทิวทัศน์ที่สวยงามของยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น มุ่งหน้าสู่เมือง ‘วิสป์’ Visp ในช่วงนี้ของการเดินทางขบวนรถไฟจะผ่านระหว่างส่วนแคบๆ ของภูเขาที่มีกำแพงหินขนาดใหญ่ที่สูงถึง 4,000 เมตร จากนั้นรถไฟวิ่งลงไปที่เมือง ‘บริก’ Brig ซึ่งเป็นจุดจอดแรก สำหรับการเดินทางในส่วนนี้ทั้งด้านซ้ายหรือขวาของรถไฟมีทิวทัศน์ที่สวยงามของธรรมชาติและหมู่บ้านเล็กๆ ระหว่างทาง >>> บริก – อันเดอร์แมทซ์ (Brig to Andermatt) <<<จากเมืองบริก รถไฟจะข้ามแม่น้ำโรนน์ และไหลผ่านหุบเขาโรนน์ตอนบน Upper Rhone Valley ในไม่ช้ารถไฟก็มาถึง ‘โอเบอร์วาลด์’ Oberwald ที่ระดับความสูง 1,366 เมตร จากนั้นรถไฟจะเดินทางผ่าน ‘อุโมงค์ฟูร์กา’ Furka Tunnel ที่นี้มีความยาว 15.4 กิโลเมตรและที่จุดสูงสุดอยู่ที่ระดับความสูง 1,550 เมตร หลังจากลงอุโมงค์แล้วรถไฟจะวิ่งตามทางที่ค่อนข้างราบเรียบไปยังเมืองอันเดอร์แมทซ์ Andermatt ซึ่งเป็นป้ายที่สอง ด้านซ้ายหรือขวาของรถไฟจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดทั้งเส้นทางช่วงนี้

SWITZERLAND: Scenic Railroads #5 Glacier Express Train >>> อันเดอร์แมทซ์ – คูร์ (Andermatt to Chur) <<<จากอันเดอร์แมทซ์ รถไฟจะไต่ขึ้นไปบน Oberalp Pass เส้นทางมีความสูง 2,033 เมตรซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของการเดินทางทั้งหมด ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนคาดว่าพื้นทั้งหมดที่จะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีชาวสุดสายตา วิ่งไปตามหุบเขาไรน์ผ่าน ‘Rhine Gorge’ สายน้ำจะเซาะแกะสลักภูเขาหินเป็นช่องเขา เป็นหุบเขาที่สวยงามซึ่งมักเรียกกันว่า ‘แกรนด์แคนยอนแห่งสวิตเซอร์แลนด์’ พื้นที่ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงหลายร้อยเมตรและบริเวณนี้ปกคลุมไปด้วยป่าไม้และสัตว์ป่า จนถึงเมือง ‘คูร์’ Chur บนความสูง 585 เมตรซึ่งเป็นระดับความสูงต่ำสุดของการเดินทางโดยรถไฟ คูร์เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดบนเส้นทาง Glacier Express ในส่วนนี้รถไฟจะจอดที่ Disentis และ Chur สำหรับมุมมองที่ดีที่สุดสำหรับช่วงนี้คือด้านซ้ายของรถไฟ >>> คูร์ – เซนต์มอริทซ์ (Chur to St Moritz) <<<เส้นทางส่วนนี้ของ Glacier Express จะครอบคลุมเส้นทางบางส่วนของรถไฟขบวน Bernina Express อีกด้วย โดยรถไฟจะมุ่งหน้าไปในทางเมือง ‘ไรเชอเนา’ Reichenau ตามด้วย ‘ธูซีส’ Thusis และ ‘ทีเฟนคาสเทล’ Tiefencastel ใน ‘หุบเขาดอมเลชก์’ Domleschg Valley บริเวณนี้ขึ้นชื่อเรื่องซากปรักหักพังของปราสาทและป้อมปราการโบราณ ผ่านหุบเขาแคบๆ ก่อนจะมาถึงสะพานหิน ‘Landwasser Viaduct’ มีความยาว 136 เมตรและสูง 65 เมตร บนรางรถแบบรางเดี่ยวที่มีช่องเสาโค้ง 6 แห่ง แต่ละโค้งยาวประมาณ 20 เมตร ซึ่งทอดตัวข้ามแม่น้ำ Landwasser ระหว่าง Schmitten และ Filisur หลังจากผ่าน Filisur รถไฟไต่ระดับวนหลายรอบสู่ความสูง 1,789 เมตรก่อนเข้าไปในอุโมงค์ Albula Tunnel ไปสู่ ‘หุบเขาแองกาดีนตอนบน’ Upper Engadine Valley ก่อนที่จะไปถึงปลายทางสุดท้ายที่เมืองเซนต์มอริทซ์ St. Moritz หนึ่งในเมืองอัลไพน์ที่หรูหราที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ นี่คือที่ที่บรรดาเศรษฐีและคนที่มีชื่อเสียงมาพักผ่อน นอกจากเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสกีรีสอร์ตชั้นยอดแล้วที่นี่ยังเป็นฐานที่ดีเยี่ยมสำหรับการเดินป่า อาบน้ำอุ่น อาหารรสเลิศ และแหล่งช้อปปิ้งสุดหรู ในส่วนนี้รถไฟจะจอดที่ Tiefencastel, Filisur, Samedan และ St Moritz นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกสำหรับผู้โดยสารที่จะลงที่ Filisur และนั่งรถไฟเชื่อมต่อไปยัง Davos ทางตะวันออกของประเทศ สำหรับมุมมองที่ดีที่สุดสำหรับช่วงนี้คือด้านขวาของรถไฟ

SWITZERLAND: Scenic Railroads #6 Glacier Express Train Glacier Express จะให้บริการรถไฟวันละ 2 ขบวนต่อวันในช่วงฤดูหนาว และ 4 ขบวนต่อวันในช่วงฤดูร้อน ยกเว้นช่วงสั้นๆ ระหว่างกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนธันวาคมซึ่งจะไม่มีการวิ่งเลยในช่วงฤดูหนาว (19 ธันวาคม 2020 ถึง 7 พฤษภาคม 2021) Glacier Express จะออกจาก Zermatt เวลา 8.52 น. และ 9.52 น. และมาถึง St Moritz เวลา 16:38 น. รถไฟยังวิ่งย้อนกลับ (St Moritz ไป Zermatt) ออกจาก St Moritz เวลา 8.51 น. และถึง Zermatt เวลา 17.10 น.ในช่วงฤดูร้อน (8 พฤษภาคมถึง 24 ตุลาคม 2564) มีรถไฟสองขบวนตลอดเส้นทาง รถไฟเหล่านี้จะออกจาก Zermatt เวลา 8.52 น. และ 9.52 น. และถึงที่ St Moritz เวลา 16:38 น. และ 5.38 น.ในทางกลับกันรถไฟจะออกจาก St Moritz เวลา 8.51 น. และ 9.50 น. ถึง Zermatt เวลา 17:10 น. และ 18:10 น.ตั๋วที่นั่งบนรถไฟ Glacier Express Swiss Alps มีให้เลือกสามแบบ ได้แก่ ชั้น 1, ชั้น 2 และ Excellence Class (ชั้นนี้มีให้บริการเฉพาะในบางช่วงเท่านั้น) แต่ไม่ว่าจะนั่งที่นั่งระดับใด สิ่งอำนวยความสะดวกที่เราจะได้รับระหว่างเดินทางคือ ‘หน้าต่างแบบพาโนรามา’ ‘หูฟัง’ และ ‘เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องทำความร้อน’ มีพนักงานเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้บริการถึงที่นั่ง (อาหารไม่รวมในราคาตั๋ว ชั้น 1 และ ชั้น 2) หรือสามารถเลือกเปลี่ยนบรรยากาศเดินไปเข้าไปนั่งบริเวณบาร์บนรถไฟได้เช่นกันความแตกต่างหลักระหว่างชั้น 1 และชั้น 2 คือพื้นที่ตู้โดยสารชั้น 2 มีที่นั่งด้านละ 2 ทั้งซ้ายและขวา ในขณะที่ตู้โดยสารชั้น 1 มี 2 ที่นั่งด้านหนึ่งและอีกด้านหนึ่งมี 1 ที่นั่ง นอกจากนี้อาจจะพบว่าชั้น 2 นั้นจะเงียบกว่าในชั้น 1 เนื่องจากมีผู้โดยสารที่น้อยกว่าสำหรับ Excellence Class จะแตกต่างจากชั้น 1 และ 2 มีที่นั่งด้านละที่นั่งเดียวต่อหน้าต่าง (ดังนั้นทุกคนจึงได้รับที่นั่งริมหน้าต่าง) ที่นั่งเลานจ์กว้างขวางและหรูหรา อาหารกลางวัน 5 คอร์ส เสิร์ฟพร้อมไวน์ ของว่างตลอดทั้งวัน และน้ำชายามบ่าย รวมถึงมีแท็บเล็ต และช่องเก็บสัมภาระส่วนตัว เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกส่วนบุคคลเพื่อตอบคำถามของและให้ข้อมูลระหว่างทาง จำกัดจำนวนผู้โดยสารเพียง 20 คนต่อเที่ยวเท่านั้น

SWITZERLAND: Scenic Railroads #7 – Golden Pass Line การเดินทางที่น่าจดจำนี้ประกอบด้วยรถไฟเชื่อมต่อสามขบวนที่แตกต่างกันและแต่ละเส้นทางมีทิวทัศน์มุมกว้างที่น่าประทับใจผ่านเมืองระหว่างทาง ได้แก่ Meiringen, Interlaken, Spiez, Zweisimmen และ Gstaad เส้นทางรถไฟ Golden Pass ช่วยให้เราได้สัมผัสกับความสุขของสวิตเซอร์แลนด์ตอนกลางและฝั่งตะวันตกริมทะเลสาบเจนีวาในระยะทาง 191 กม. และใช้เวลาประมาณ 5.5 ชั่วโมง เราสามารถเดินทางด้วยรถไฟทั้งสามขบวนในหนึ่งวันหรือเลือกเพียงหนึ่งหรือสองเส้นทางก็ได้การเดินทางช่วงฤดูใบไม้ผลิจะพบกับธรรมชาติเขียวขจีและสดชื่นในหุบเขา แต่ยังคงมีหิมะปกคลุมอยู่ที่ระดับความสูงบนยอดเขา ฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่สวยงาม รอบทะเลสาบหลายแห่งมีเรือใบออกมาแล่นประดับบนผิวน้ำให้ดูมีชีวิตชีวา ในฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้ที่มีสีสันสดใสสร้างสีสันและประสบการณ์พิเศษที่งดงามให้กับการเดินทาง และสำหรับฤดูหนาวตื่นตาตื่นใจกับภูมิประเทศที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวสุดสายตาตัดกับทะเลสาบสีฟ้าที่สวยงามส่วนที่ 1: ลูเซิร์น – อินเทอลาเค่น ตะวันออก (Luzern – Interlaken Ost) ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง…รถไฟในส่วนนี้เรียกว่า “Luzern-Interlaken Express” รถไฟออกจากลูเซิร์นและผ่านเชิงเขา ‘พิลาตุส’ Pilatus หน้าต่างพาโนรามาขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ได้รับชมทิวทัศน์ธรรมชาติที่ดีที่สุด สามารถเห็นทะเลสาบลูเซิร์นได้เป็นระยะๆ และแต่ในไม่ช้าก็จะทิ้งทะเลสาบแห่งนี้ไว้ข้างหลัง ขบวนรถไฟวิ่งผ่านทะเลสาบอีกสองแห่งคือ ‘ทะเลสาบซาร์เนอร์’ และ ‘ทะเลสาบลุงเอิร์น’ (Sarnersee, Lungernsee) ก่อนที่รถไฟจะเริ่มขึ้นสู่ Brünig Pass นี้มีความสูง 1,008 เมตร จากนั้นจะลดระดับลงมาสู่เมือง ‘ไมริงเงน’ Meiringen ที่ความสูง 595 เมตร ขบวนรถไฟเปลี่ยนทิศทางในไมรินเกนผ่าน ‘หุบเขาฮาสลี’ Hasli Valley ก่อนที่จะไปถึง ‘เบรียนซ์’ Brienz ผ่านไปตามทะเลสาบบรียนทซ์ที่สวยงาม ประมาณ 20 นาทีต่อมารถไฟก็มาถึงเมืองอินเทอลาเค่น Interlaken Ost อันเป็นประตูสู่ยอดเขาจุงเฟรา ขอแนะนำให้นั่งทางด้านขวาของรถไฟเพื่อจะได้ชมวิวทะเลสาบและทิวทัศน์ที่ดีที่สุดขณะลงจากทางลงไมริงเงนส่วนที่ 2: อินเทอลาเค่น ตะวันออก – ซไวซิมเมน (Interlaken Ost to Zweisimmen) ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 12 นาทีขบวนรถไฟวิ่งเลียบแม่น้ำ ‘อาเร่’ Aare ไปอีกด้านหนึ่งของอินเทอลาเค่น เดินทางต่อไปยัง ‘สปีซ’ Spiez ซึ่งเป็นเมืองที่มีทิวทัศน์สวยงามริม ‘ทะเลสาบทูน’ ซึ่งเราจะเห็น ‘ยอดเขานีเซ่น’ Mount Niesen รูปพีระมิดได้อย่างง่ายดายที่จุดนี้ เส้นทาง Golden Pass มุ่งหน้าสู่ ‘หุบเขาซิมเมน’ Simmen Valley ที่มีฟาร์มปศุสัตว์ หมู่บ้านเล็กๆ ป่าไม้ และภูเขาล้อมรอบ แนะนำให้นั่งทางด้านขวาเพื่อชมวิวของทะเลสาบทูนได้ดีที่สุด แต่เป็นเพียงส่วนสั้นๆ เท่านั้น)

SWITZERLAND: Scenic Railroads #8 – Golden Pass Line ส่วนที่ 3: ซไวซิมเมน – มองเทรอซ์ (Zweisimmen – Montreux) ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 48 นาทีขบวนรถไฟจะขึ้นสู่จุดสูงสุดของเส้นทาง Golden Pass ทั้งหมดใกล้กับ Saanenmöser ที่ 1,279 เมตร ถัดไปเป็นเมืองชั้นบนของเมือง ‘กือสตัดด์’ Gstaad ที่มีร้านค้าแบรนด์เนมและโรงแรมหรูหรา ไม่นานหลังจากนั้นวิ่งไปทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ผ่านหุบเขาซึ่งบางแห่งค่อนข้างแคบ ผ่านเข้าไปในอุโมงค์ที่นำไปสู่ ‘เลส อาวองท์’ Les Avants ซึ่งห่างจากมองเทรอซ์เพียง 3 กม. ในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของการเดินทางผ่านโค้งอีกหลายแห่งและช่วงนี้เองที่เราจะได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลสาบเจนีวา ตลอดเส้นทาง ไม่สำคัญว่าจะนั่งฝั่งไหนของรถไฟ แต่ถ้านั่งด้านขวาก็ให้มุมมองที่ดีกว่าเล็กน้อย*** ตารางรถไฟ Golden Pass ***- จากลูเซิร์น – อินเทอร์ลาเคน: Luzern – Interlaken Express ออกเวลา 06:05 น. จากนั้นจะมีรถไฟออกทุก ๆ ชั่วโมง โดยออกเดินทางเวลา 07:05 น. 08:05 น. 09:05 น. 10:05 น. 11:05 น. 12:05 น. 13:05 น. 14:05 น. และ 15:05 น.- จาก Interlaken Ost ไป Luzern: Luzern – Interlaken Express ออกทุกชั่วโมงโดยออกเดินทางเวลา 11:04 น. ถึง 20:04 น.**********- จาก Interlaken ไป Zweisimmen:มีรถไฟ 4 ขบวนต่อวันจาก Interlaken ไปยัง Zweisimmen โดยออกเดินทางเวลา 09:08, 11:08, 14:08 และ 16:08- จาก Zweimmen ไป Interlaken Ost:มีบริการ 4 ขบวนต่อวันจาก Zweisimmen ไปยัง Interlaken ซึ่งออกเดินทางเวลา 9:39, 11:39, 14:39 และ 16:39**********- จาก Zweisimmen ไป Montreux:มีรถไฟ 8 ขบวนต่อวันจากซไวซิมเมนไปยังมงเทรอซ์และออกเดินทางเวลา: 8:02, 9:02, 10:02, 11:02, 13:02, 14:02, 16:02 และ 18:02- Montreux ไป #Zweisimmen :มีรถไฟ 7 ขบวนต่อวันจาก Montreux ไปยัง Zweisimmen และออกเดินทางเวลา 8:50, 10:50, 12:50, 13:50, 15:50, 16:50 และ 17:50

SWITZERLAND: Scenic Railroads #9 – “รถไฟล้อเฟืองที่ชันที่สุดในโลก” Pilatus Railway ‘ยอดเขาพิลาทุส’ Mt. Pilatus มีตำนานมากมายเกี่ยวกับยอดเขาพิลาทุส ตำนานในยุคกลางกล่าวว่า ‘ในปี 1421 ชาวนาคนหนึ่งได้เห็นมังกรยักษ์บินจากยอดเขาริกิไปยังยอดเขาพิลาทุส และปล่อยหินมังกรซึ่งตอนนี้เชื่อกันว่าเป็นหินอุกกาบาตลงมาจากท้องฟ้าสู่ยอดเขา ซึ่งเชื่อกันว่าหินก้อนนี้สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ และตลอดศตวรรษที่ 15 และ 16 มักจะมีผู้พบเห็นว่ามีมังกรว่ายน้ำอยู่ใต้สะพานข้ามแม่น้ำรอยส์ Reuss ในเมืองลูเซิร์นอยู่เสมอ หรือตำนานนักรบโรมันของยูเดียภายใต้จักรพรรดิไทบีเรียส ที่ชื่อ ‘ปอนติอุส พิลาทุส’ อันเป็นที่มาของชื่อยอดเขาแห่งนี้ยอดเขาพิลาทุสตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมืองลูเซิร์น ด้านบนมีทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบและภูเขาหลายแห่งในสวิตเซอร์แลนด์ตอนกลาง ซึ่งมีทิวทัศน์มุมกว้างที่น่าตื่นตาตื่นใจมองเห็นทะเลสาบและภูเขามากมาย เราสามารถไปถึงจุดสูงสุดได้จากกระเช้ากอนโดล่า หรือรถไฟภูเขาล้อเฟืองที่เปิดให้บริการในปี 1889 บนทางรถไฟยาวถึง 4,618 เมตร ‘Golden Round Trip’ การการเดินทางที่สะดวกสบายซึ่งจะรวมการนั่งเรือกลไฟข้ามทะเลสาบลูเซิร์นไปยังสถานี Alpnachstad ประมาณ 50 นาที และต่อด้วยไฮไลท์ของการเดินทางคือการนั่ง ‘รถไฟล้อเฟืองที่ชันที่สุดในโลก’ ประมาณ 40 นาทีโดยรถไฟจะไต่ระดับสูงสุดถึง 45 องศาไปยังยอดเขาพิลาตุส ตื่นตาไปกับทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบลูเซิร์นและมองเห็นเทือกเขาแอลป์ได้มากถึง 73 ยอด โดยมียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ‘ทอมลิชฮอร์น’ Tomlishorn (2,128 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล)จากนั้นกลับลงมาจากยอดเขาโดยการนั่งกระเช้าลงมาสถานี Fräkmüntegg ต่อด้วยกระเช้าลอยฟ้า ‘Dragon Ride’ ลงมายังสถานีในหุบเขา Kriens และโดยสารรถบัสหรือรถไฟกลับไปยังเมืองลูเซิร์น การเดินทางชนิดนี้สามารถซื้อได้ที่ท่าเรือเฟอร์รี่ในเมืองลูเซิร์น หรือในสถานีรถไฟ ที่เคาน์เตอร์ SBB ทั้งกระเช้ากอนโดล่าและรถไฟล้อเฟืองเปิดให้บริการตลอดทั้งปีโดยมีช่วงพักซ่อมบำรุงสั้นๆ โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน โดยจะให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-17.00 น.

SWITZERLAND: Scenic Railroads #10 – Zentralbahn Luzern – Engelberg Express รถไฟชมวิวขบวนนี้จะออกจากลูเซิร์นไปยังหมู่บ้าน ‘เอนเกลเบิร์ก’ ในเวลาเพียง 43 นาที พร้อมหน้าต่างแบบพาโนรามาเพื่อให้เราได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดของชนบทที่น่ารื่นรมย์ที่ตั้งอยู่เชิงเขาที่สูงชันและสูงตระหง่านขึ้นเรื่อยๆ และต่อด้วยการนั่งกระเช้าลอยฟ้า Titlis-Rotair จะนำเราทะยานสู่ความสูง 3,238 เมตรจากระดับน้ำทะเลผ่านทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาแอลป์ขึ้นไปยังลานหิมะ และความงดงามของโลกแห่งธารน้ำแข็งอันน่าอัศจรรย์ของยอดเขา ‘ทิตลิส’ >>> ตารางรถไฟ <<<จากลูเซิร์น: ทุกชั่วโมงเวลา 06: 010 น. ถึง 20:10 น. // จาก Engelberg: ทุกชั่วโมงตั้งแต่ 06:01 น. ถึง 21:01 น.

SWITZERLAND: Scenic Railroads #11 – Gotthard Panorama Expressรถไฟชมวิวเส้นทางใหม่ของสวิสที่ออกแบบมาสำหรับนักท่องเที่ยว ผสมผสานการเดินทางด้วยเรือกลไฟไอน้ำ SGV (Schifffahrtsgesellschaft des Vierwaldstättersees) ในทะเลสาบลูเซิร์นกับรถไฟแบบพาโนรามาซึ่งจะพาเราไปตามเส้นทางประวัติศาสตร์ Gotthard ไปยัง Bellinzona, Locarno หรือ Lugano รถไฟชมวิวสายนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดแทนเส้นทางเดิมตือ Wilhelm Tell Express ที่เป็นที่นิยมกันมากในอดีต  


เริ่มต้นในลูเซิร์นโดยเรือกลไฟไอน้ำที่แล่นไปถึงปลายอีกด้านของทะเลสาบเพื่อไปยังเมือง ‘เฟลอเลิน’ Fluelen ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ผ่านภูมิประเทศที่งดงามบนทะเลสาบลูเซิร์น สถานที่ทางประวัติศาสตร์บางแห่งในสวิตเซอร์แลนด์ดั้งเดิมเช่น Rütliwiese ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1291 (อูรี, ชวีซ และอุนเทอร์วาลเดนได้ก่อตั้งสมาพันธรัฐสวิสขึ้นใน “Rütlischwur” และ “ Rütliwiese” ถือเป็นอนุสรณ์สถานประจำชาติของสวิตเซอร์แลนด์)


จาก เฟลอเลิน เดินทางต่อด้วยรถไฟชมวิวขบวน Gotthard Panorama Express นำเราแล่นผ่านเมือง ‘วาสเซน ‘ Wassen  รถไฟยังไต่ความสูงไปจนถึง Göschenen ผ่านอุโมงค์ Gotthard ซึ่งเปิดให้บริการในปี 1882 เชื่อมระหว่างเมือง Göschenen (รัฐอูริ Uri) และ Airolo (รัฐทิชิโน่ Ticino) ลงไปตามหุบเขาลาเวนติน่า Leventina Valley ก็จะถึงเมือง ‘เบลินโซน่า’ Bellinzona ซึ่งเรายังสามารถต่อรถไฟไปยัง ‘โลกาโน่’ Locarno หรือ ‘ลูกาโน่’ Lugano ได้เช่นกั


เช่นเดียวกับขบวน Wilhelm Tell Express รถไฟชมวิว Gotthard Panorama Express จะเดินทางในทั้งสองทิศทางเหนือไปใต้และใต้ไปเหนือ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกในการเชื่อมต่อกับ Glacier Express ใน Göschenen และ อันเดอร์แมทซ์ และเดินทางต่อไปยังเซอร์แมตซ์ หรือ เซนต์มอริทซ์ได้อย่างสบาย โดยการเดินทางเส้นทางสายนี้รวมเดินทางโดยเรือกลไฟไอน้ำและรถไฟด่วน Gotthard Panorama Express ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5

ชั่วโมง SWITZERLAND: Scenic Railroads #12 – รถไฟสายชีส Cheese Train หรือ “Train du Fromage”   ทุกวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ‘รถไฟสายชีส’ จะวิ่งระหว่างเมือง ‘มองเทรอซ์’ Montreux และเมือง ‘ชาโต โดอิกซ์’ Château-d’Oex ในเขตทะเลสาบเจนีวา  ระหว่างทางจากมองเทรอซ์ หรือ ซไวซ์ซิมเม่น ไปยัง ชาโต โดอิกซ์ ผ่านภูมิประเทศทั้งทะเลสาบ และทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์ เส้นทางที่คดเคี่ยว หมู่บ้านชนบท ฟาร์มปศุสัตว์ และบ้านสไตล์ชาเลต์สวิสบนเทือกเขาแอลป์ที่ใหญ่ที่สุดซึ่งเคยเป็นของจิตรกร Balthus เป็นศิลปินสมัยใหม่ชาวโปแลนด์-ฝรั่งเศส ในเมือง Rossinière ที่เป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่มีการตกแต่งด้านหน้าอย่างสวยงามน่าประทับใจ   มีบริการชีสรสเลิศและไวน์ประจำภูมิภาคท่านละหนึ่งแก้วในขณะที่รถไฟแล่นผ่านภูมิประเทศที่สวยงาม ชมการสาธิตการผลิตชีสโดยช่างทำชีสที่สวมชุดแบบดั้งเดิม สัมผัสกับชีสชนิดแข็งที่ทำจากนมออร์แกนิก 200 ลิตรให้กลายเป็นชีสรสเลิศ และยังมีบริการอาหารกลางวันอันอบอุ่นและมีบรรยากาศกับเมนูรวมฟองดูชีสออร์แกนิกที่ร้านอาหาร ‘Le Chalet’ ร้านอาหารสวิสแบบดั้งเดิม และยังได้ชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน Pays d’Enhaut ได้ตั้งขึ้นเมื่อปี 1922 เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านที่สำคัญแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ที่แสดงเครื่องเรือนในประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิมที่ให้ “ความทรงจำ” ซึ่งเป็นบันทึกของวิถีชีวิตของพื้นที่ภูเขาที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมาเป็นเวลาหลายปี   …ในแต่ละปีชาวสวิสมีความสุขในการรับ

ประทานชีส 21 กิโลกรัมต่อคน…    SWITZERLAND: Scenic Railroads #13 – Brienz Rothorn Railway รถไฟชมวิวขบวน ‘เบรียนซ์ โรธอร์น’
Brienz Rothorn Bahn เป็นทางรถไฟภูเขาสายเดียวของสวิตเซอร์แลนด์ที่ใช้รถไฟหัวจักรไอน้ำ ซึ่งมีการเชื่อมต่อกับรถไฟบนสาย Brünig ที่เชื่อมระหว่าง Lucerne และ Interlaken และเรือกลไฟในทะเลสาบเบรียนซ์ Lake Brienz
รถไฟชมวิวขบวน ‘เบรียนซ์ โรธอร์น’ สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้โดยสารมาตั้งแต่ปี 1892 Brienz Rothorn Railway ได้เขียนประวัติศาสตร์ที่สำคัญของรถไฟไอน้ำที่มีการขึ้นลงหลายครั้งทำให้ผู้โดยสารหลายชั่วอายุคนได้รับความทรงจำที่สวยงามและยาวนานมาเกือบ 130 ปีที่ผ่านมา
เราสามารถนั่งเรือจากอินเทอร์ลาเคนและเพลิดเพลินกับการล่องเรือในทะเลสาบเบรียนซ์ระหว่างทางไปยัง สถานี Brienz Rothorn Bahn อยู่ตรงข้ามท่าเทียบเรือเมืองเบียนซ์  
ในระหว่างการเดินทางหนึ่งชั่วโมงรถจักรไอน้ำกับตู้ขบวนสีแดงวิ่งไปตามทุ่งหญ้าอัลไพน์และผ่านป่าเขียวชอุ่มที่น่าประทับใจไปบนรางรถไฟที่สร้างขึ้นในปี 1892 สัมผัสกับทัศนียภาพอันงดงาม ขบวนรถไฟพาเราไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ผ่านป่าเขียวไปจนถึงสถานีภูเขา Rothorn Kulm ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 2,350 เมตร วิวพาโนราม่าที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดเป็นหนึ่งในทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดใน Bernese Oberland ซึ่งในวันที่อากาศแจ่มใสจะสามารถมองเห็นยอดเขาได้ไม่น้อยกว่า 693 ยอด และทะเลสาบเบรียนซ์สีฟ้าครามทอดตัวอยู่เบื้อล่าง
Brienz Rothorn Bahn ให้บริการตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน ถึง 25 ตุลาคม 2021 โดยให้บริการตามปกติ ออกเดินทางทุกวันจากหมู่บ้านเบรียนซ์ ตั้งแต่เวลา 08:36 น. ในตอนเช้า และให้บริการเกือบทุกชั่วโมงจนถึงเวลา 16:36 น. (เที่ยวสุดท้ายของวัน) โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเพื่อไปถึงยอดเขา และจากสถานี Rothorn Kulm ขบวนแรกที่จะกลับไปยังหมู่บ้านเบรียนซ์ คือ 09:38 น. ในตอนเช้า และรอบสุดท้ายคือ 17:30 น.

 SWITZERLAND: Scenic Railroads #14 – Stoos Funicular Railway ‘รถกระเช้าไฟฟ้าที่ชันที่สุดในโลก’
สูงขึ้นไปเหนือทะเลสาบลูเซิร์น ‘หมู่บ้านสทอส’ Stoos เป็นหมู่บ้านปลอดรถยนต์ที่มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 150 คน ตั้งอยู่ในภูมิประเทศแบบเทือกเขาแอลป์ที่สวยงามบริเวณเชิงเขา Fronalpstock ที่สูงถึง 1,922 เมตร บนที่ราบสูงอัลไพน์ ถือเป็นเป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในภาคกลางของสวิตเซอร์แลนด์
‘รถกระเช้าไฟฟ้าที่ชันที่สุดในโลก’ มีความเร็วสูงถึง 10 เมตรต่อวินาทีโดยไต่ระดับความสูงขึ้นไปทั้งหมด 743 เมตรในระยะ 1,738 เมตร โดยสร้างขึ้นเพื่อทดแทนระบบกระเช้าไฟฟ้ารุ่นเก่าซึ่งเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1933 ที่ไต่ระดับความลาดชันสูงสุดที่ 110% / 47.7 ° ในระหว่างการเดินทางระหว่าง Schwyz กับสกีรีสอร์ท / หมู่บ้านท่องเที่ยวของหมู่บ้านสทอส โดยเส้นทางสาย Stoos Bahn ใช้เวลาสร้างถึง 14 ปี ด้วยราคา 52 ล้านฟรังก์สวิส  
รถกระเช้าไฟฟ้า Schywz-Stoos เป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง แน่นอนว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือห้องโดยสารทรงกระบอกแห่งอนาคต จำนวน 4 ห้อง ที่ได้รับการออกแบบให้อยู่ในแนวนอนตลอดการเดินทาง ซึ่งแตกต่างจากกระเช้าไฟฟ้าทั่วไป พื้นเอียงปรับให้เข้ากับความลาดชันเมื่อกระเช้าไฟฟ้าขึ้นที่ระดับความลาดชัน 110% ซึ่งเป็นจุดที่ชันที่สุด
จากพื้นหุบเขาใกล้เมือง ‘ชวีซ’ Schwyz รถกระเช้าไฟฟ้าจะออกจากหุบเขาทุกๆ 30 นาที จากระยะทาง 1,738 เมตร แต่ความสูงที่แตกต่างกันคือ 744 เมตร! นั่นคือการไล่ระดับที่ 110 % ซึ่งทำลายสถิติเดิมของ ‘เจลเมอร์บาห์น’ Gelmerbahn ของสวิสที่มีความเอียง 106 % (กระเช้าไฟฟ้าที่ชันที่สุดในโลกที่มีความลาดเอียง 122 เปอร์เซ็นต์อยู่ใต้ที่ Katoomba Scenic World ในเทือกเขาบลูเมาท์เทน รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย)


SWITZERLAND: Scenic Railroads #15 – รถไฟสาย ‘Schynige Platte’  
Schynige Platte เป็นที่ราบสูงใกล้เมืองอินเทอร์ลาเคนที่ระดับความสูง 1,967 เมตรจากระดับน้ำทะเล การเดินทางไปสู่ Schynige Platte โดยรถไฟล้อเฟืองอันเก่าแก่อายุเกือบ 130 ปี เริ่มต้นจากหมู่บ้าน Wilderswil ของสวิสในภูมิภาค Bernese Oberland ทางตอนกลางของประเทศ
รถไฟ Schynige Platte ที่เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม ปี 1893 ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปที่ระดับความสูงเกือบสองพันเมตร กับระยะทาง 7.3 กิโลเมตร ในเวลา 50 นาที ระหว่างทางรถไฟฟันเฟืองจำนพเราขึ้นไปตามเนินเขา ผ่านป่าไม้ และทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่เต็มไปด้วยดอกไม้ป่าในฤดูร้อน วิวของเมืองอินเทอร์ลาเคนและทะเลสาบ Thun และ Brienz ที่อยู่คู่กัน เมื่อรถไฟมาถึงจุดสูงสุดและใกล้ถึงสถานี Schynige Platte ความงดงามที่แท้จริงของภูมิประเทศ และทัศนีภาพของทัศนียภาพอันงดงามระหว่างทาง ทิวทัศน์ของทะเลสาบ Thun และ Brienz และป่าไม้ ทุ่งหญ้าอัลไพน์ ความสวยงามอลังการของยอดเขา Eiger, Mönch และ Jungfrau ที่มีชื่อเสียงจะทำให้เราประทับใจกับการเดินทางบนขบวนรถไฟสายประวัติศสาตร์นี้Schynige Platte ยังเงียบสงบและสวยงาม มีเพียงเสียงกระดึงแบบดั้งเดิมที่อยู่ห่างออกไปแว่วเสียงทำลายความเงียบเป็นครั้งคราว และอากาศที่บริสุทธิ์ และหวลรำลึกถึงบรรยากาศแบบอัลไพน์อันเอกลักษณ์มาอย่างยาวนาน


SWITZERLAND: Scenic Railroads #16 – รถไฟสายภูเขาขบวน ‘โรเชอร์ เดอ เนย์’ Rochers-de-Naye
รถไฟฟันเฟืองขบวนเล็กๆ ที่ออกจากมองเทรอซ์จะพาเราขึ้นภูเขาไปยัง Rochers-de-Naye ที่ระดับความสูง 2,042 เมตรจากระดับน้ำทะเลที่งดงาม เป็นความสุขและเพลิดเพลินในเส้นทางผ่านเมือง Glion และ Caux ซึ่งมีโรงแรมหรูหราที่มีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่แล้วตั้งอยู่เหนือทะเลสาบ ผ่านสวนอัลไพน์ La Rambertia ที่มีดอกไม้ และพันธุ์ไม้นานาพันธุ์กว่าพันชนิดที่เจริญเติบโตในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน และอาจจะได้พบกับ Marmot กระรอกที่มีขนยาวซึ่งเป็นกระรอกภูเขาของสวิส
รถไฟสาย ‘Rochers-de-Naye’ เปิดให้บริการตลอดทั้งปี มีทิวทัศน์ที่สวยงามมากมายจากทั้งสองด้านของรถไฟ เมื่อรถไฟออกจากสถานีในเมืองมองเทรอซ์แล้วรถไฟจะผ่านเข้าสู่อุโมงค์ และเริ่มไต่ระดับความสูงทันที หลังจากนั้นประมาณ 15 นาทีรถไฟจะไปถึงหมู่บ้าน Glion ซึ่งอยู่เหนือเมืองมองเทรอซ์ 300 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่รถไฟไอน้ำขบวนแรกที่ไปยัง Rochers-de-Naye ที่ได้เปิดให้บริการในปี 1892
หลังจากผ่านหมู่บ้าน Glion รถไฟจะออกจากพื้นที่ของเมืองมองเทรอซ์เข้าสู่เนินป่า มีจุดแวะพักหลายจุดระหว่างทาง หลังจาก La Perche อีกเพียงห้านาที และผ่านอีกสองอุโมงค์ก่อนที่รถไฟจะถึง Rochers-de-Naye โดยใช้เวลาในการเดินทาง 55 นาที
ตลอดเส้นทางรถไฟจะเห็นทิวทัศน์มุมกว้างที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ จนเมื่อเราขึ้นไปถึงจุดหมายปลายทางจะต้องตะลึงกับทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาแอลป์ริเวียร่า และทะเลสาบเจนีวา และในวันที่อากาศดีเราอาจมองเห็นยอดเขา “ไอเกอร์” Eiger ทางตอนกลางของสวิสที่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,970 เมตร และยอดเขา ‘มองบลังก์’ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,807 เมตร ในฝรั่งเศสได้อย่างชัดเจน


SWITZERLAND: Scenic Railroads #17 – ‘รถไฟล้อเฟือง’ Monte Generoso
เป็นเวลา 130 ปีแล้วที่รถไฟล้อเฟืองเพียงแห่งเดียวใน ‘ทิซิโน่’ Ticino วิ่งไปตามทิวทัศน์ภูเขาอันงดงามที่ทอดยาว 9 กม. ของอุทยานแห่งชาติเจเนโรโซ่ Monte Generoso ตั้งแต่ Capolago บนทะเลสาบ Lugano ไปจนถึงจุดสูงสุดที่ระดับความสูง 1,704 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 40 นาที
รถไฟไอน้ำจากปี 1890 เป็นรถไฟไอน้ำที่เก่าแก่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ที่ยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และรถไฟจากปี 1950 จะพาเราย้อนกลับไปในสมัยของ La Belle Époque*
บนยอดเขาที่ความสูง 1,704 เมตร ด้วยความสูงนี้ทำให้ที่นี่เป็นบริเวณที่ดีที่สุดสำหรับการชมวิวในรัฐทีชีโนอย่างไม่ต้องสงสัย ภูมิทัศน์ที่ไม่ถูกทำลาย ทัศนียภาพอันน่าหลงใหลซึ่งของทะเลสาบ ลูกาโน โคโมวาเรเซ และมัจจอเร ทิวทัศน์จากเทือกเขาแอเพนไนน์ไปจนถึงเทือกเขาแอลไพน์ ตั้งแต่ ยอดเขา ‘กรันปาราดีโซ’ Gran Paradisoในอิตาลี ไปจนถึง ยอดเขา ‘มอนเตโรซา’  Monte Rosa ของสวิตเซอร์แลนด์ จาก ยอดเขา ‘แมทเทอร์ฮอร์น’ ไปจนถึงยอดเขา ‘จุงเฟรา’ และเทือกเขา ‘กอททาร์ท’  ไปจนถึงเทือกเขา ‘เบอร์นิน่า’ จะสร้างความสุขให้กับผู้มาเยือนอย่างไม่รู้ลืม
(La Belle Époque – ลา แบล เลป้อก หรือ ยุคสวยงาม เป็นยุคสมัยหลังการสิ้นสุดของสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ใน ค.ศ. 1871 จนถึงการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ใน ค.ศ.1914 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ยุโรปตะวันตกมีความสงบสุข มีความก้าวหน้าในเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการเฟื่องฟูของศิลปะต่างๆ เป็นอย่างมาก)


SWITZERLAND: Scenic Railroads #18 – รถไฟชมวิวขบวน ‘ขนมบิสกิต’
Regio Express Kambly รถไฟขบวน BLS Kambly ออกแบบมาเป็นพิเศษให้บริการ Regio Express จากเบิร์นสู่ลูเซิร์นไปยัง Kambly Experience ในหมู่บ้าน Trubschachen ในปี 2010 Kambly ซึ่งเป็นผู้ผลิตบิสกิตที่มีชื่อเสียงที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ได้ฉลองครบรอบ 100 ปี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมารถไฟ Kambly ขบวนพิเศษได้วิ่งระหว่าง Bern, Trubschachen และ Lucerne
ขบวน Regio Express Kambly มีบริการห้องอาหาร บาร์ และหน้าต่างบานใหญ่แบบพาโนรามาทำให้เห็นทัศนียภาพที่สวยงามระหว่างการเดินทาง ซึ่งสามารถใช้ร่วมกับการล่องเรือในทะเลสาบเบรียนซ์ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม สัมผัสกับทุกความงามของสวิตเซอร์แลนด์ได้จากรถไฟขบวนนี้ ทั้งยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ, ทะเลสาบสีฟ้าใส, ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม และฟาร์มปศุสัตว์ที่งดงามเงียบสงบ ผสมผสานสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามเข้ากับการช้อปปิ้งที่อินเทอร์ลาเคน และลูเซิร์น รวมทั้งเมืองหลวงเบิร์นของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเมืองเก่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ในปี 1983  
Regio Express Kambly วิ่งผ่าน ‘หุบเขาเอ็มเมินทาล’ Emmental เป็นหุบเขาทางตะวันตกตอนกลางของสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเบิร์น โดยจอดที่หมู่บ้าน Trubschachen ตรงหน้าอาคารโรงงาน Kambly Experience ซึ่งคุณจะได้ค้นพบความลับของศิลปะการอบบิสกิตชั้นดีที่ Kambly Experience และค้นพบเรื่องราวของแบรนด์บิสกิตที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมมากที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์
รถไฟ Kambly ให้บริการตั้งแต่วันอังคาร ถึง วันอาทิตย์
ออกจากลูเซิร์นเวลา: 07.57 น. / 13.57 น. มาถึง Trubschachen เวลา: 08.44 น. /14.44 น.
ออกจากเบิร์น เวลา: 09.36 น. /15.36 น.  มาถึง Trubschachen เวลา: 10.11 น. / 16.11 น

SWITZERLAND: Scenic Railroads #19 – Funicolare Lugano Monte San Salvatore
‘ย้อนกลับไปในปี 1200 ผู้แสวงบุญเดินทางขึ้นไปบนยอดเขาด้วยการเดินเท้าเพื่อแสดงความเคารพต่อพระบุตรของพระเจ้า ผู้ซึ่งตามตำนานโบราณได้มาพักที่นี่ก่อนที่จะขึ้นสู่สวรรค์’  
ยอดเขา ‘ซานซัลวาตอเร’ Monte San Salvatore อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพีระมิดแห่งที่สองซึ่งครองพื้นบนเทือกเขาอัลไพน์ ตั้งตระหง่านเหนือเส้นขอบฟ้าของเมืองลูกาโน่ พร้อมกับภูเขา Monte Bré ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของทะเลสาบ ยอดเขาสามารถเข้าถึงได้ด้วยรถกระเช้าไฟฟ้า Monte San Salvatore ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1890
เพียงไม่กี่นาทีจากใจกลางเมืองลูกาโนเราก็สามารถเข้าถึงธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลายของยอดเขา ‘ซานซัลวาตอเร’ และค้นพบภูมิประเทศที่น่าทึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี  
ทางรถไฟมีความยาว 1,660 เมตร จะนำเราสู่ยอดเขาซานซัลวาตอเร บนความสูง 912 เมตรจากระดับน้ำทะเล เหนือเมืองลูกาโน และความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ของทะเลสาบเซเรซิโอในที่ราบลอมบาร์ดและเทือกเขาอันงดงามของสวิสและเทือกเขาซาวอยแอลป์ หลังคาโบสถ์และระเบียงคาโปโดโรที่มองจากจุดชมวิวมุมกว้าง 360 องศาที่สวยงามจากยอดเขาแห่งนี้
รถกระเช้าไฟฟ้าอยู่ห่างจากมอเตอร์เวย์ (A2 / E 35) ตรงทางออกจาก Lugano-Sud เพียง 500 เมตรและห่างจากสถานีรถไฟ Paradiso เพียงแค่ 5 นาที และไปถึงยอดเขาในเวลาเพียง 10 นาที มีการออกเดินทางทุกๆ 30 นาทีตั้งแต่เช้าถึงเย็น ในฤดูร้อนรถไฟเที่ยวสุดท้ายออกเวลา 23.00 น.

SWITZERLAND: Scenic Railroads #20 – Funicolare Monte Bre
เพียงไม่กี่นาทีจากใจกลางเมืองลูกาโนเราก็สามารถเข้าถึงธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลายของยอดเขา ‘Monte Bre’ และค้นพบภูมิประเทศที่น่าทึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ เมืองริมทะเลสาบ และภูเขาทอดยาวข้ามพรมแดนไปยังอิตาลี
ทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาแอลป์และ Monte Rosa, Monte San Salvatore  และ Vallese Alps ที่มองเห็นได้จากยอดเขาที่มีแสงแดดจ้าที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ปี 1908 รถไฟสายเคเบิลได้เปิดบริการนำนักเดินทางขึ้นสู่ยอดเขา Mount Bré บนความสูง 933 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยใช้เวลาเดิน 15-20 นาที
รถกระเช้าไฟฟ้าจะนำเราออกจากสถานี Lugano-Cassarate ไปยังยอดเขา Monte Brè ผ่านหมู่บ้าน Suvigliana, Albonago, Aldesago และ Brè หมู่บ้านยังคงรักษาลักษณะของหมู่บ้านชนบทโบราณไว้อย่างสมบูรณ์และได้รับการประดับประดาด้วยงานศิลปะมากมาย อย่างภาพจิตรกรรมฝาผนังของ Joseph Birò ใน Church of San Fedele และ Schmid Museum หมู่บ้านเหล่านี้เป็นย่านที่อยู่อาศัยบนเนินเขาแบบพาโนรามาที่งดงาม  


SWITZERLAND: Scenic Railroads #21 – ‘มูออตทาส มูราเกิล’ Muottas Muragl // ทางรถไฟภูเขาที่เก่าแก่ที่สุดในกราบึนเดนซึ่งมีอายุถึง 114 ปีที่อยู่นอกเมืองปอนเตรซินาซึ่งมีทัศนียภาพที่น่าทึ่งที่สุดของภูมิภาคนี้
Muottas Muragl เป็นรถไฟกระเช้าไฟฟ้าแบบวินเทจซึ่งสร้างขึ้นในปี 1907 เป็นทางรถไฟบนภูเขาที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคกราบึนเดน Graubünden ตัดผ่านหุบเขามูราเกิล ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ระหว่างทางขึ้นไปที่ระดับความสูง 2,456 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล รถกระเช้าไฟฟ้าครอบคลุมระยะทาง 2,201 เมตรขึ้นสู่ความสูงที่สามารถมองเห็นยอดเขาหุบเขาและทะเลสาบเกือบทั้งหมดในภูมิภาคนี้ ที่ล้อมรอบด้วยเทือกเขา Piz Rosatsch และ Piz Julier และธารน้ำแข็ง Roseg Cirque
เราคงอยากให้เวลาหมุนไปช้าขณะที่อยู่บนยอดเขา ทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดแบบพาโนรามาในหุบเขาแองกาดีนตอนบนจะปรากฏให้เห็นบนความสูง 2,456 เมื่อลงไปในหุบเขา ทะเลสาบแองกาดีนก็สุกสกาวเปล่งประกายระยิบระยับราวกับไข่มุก และขณะที่รถกระเช้าไฟฟ้าวิ่งขึ้นสู่ด้านบนสายตาเราก็ถูกดึงดูดด้วยธารน้ำแข็งอันน่าทึ่งของ ‘เทือกเขาเบอร์นิน่า’ Bernina Massif อย่างไม่อาจต้านทานได้


SWITZERLAND: Scenic Railroads #22 – Treno Gottardo เป็นเส้นทางใหม่ล่าสุดของเส้นทางรถไฟที่สวยงามของปี 2021
ห้องโดยสารใหม่ที่สะดวกสบายมีหน้าต่างบานใหญ่พร้อมที่นั่งชั้น 1 และชั้น 2 ให้เลือก ตลอดทั้งปีรถไฟจะออกทุก ๆ ชั่วโมงตลอดทั้งวัน ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2021 เป็นต้นไป Treno Gottardo จึงกลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่สวยงามที่สุดระหว่างเหนือและใต้ของสวิตเซอร์แลนด์
การเดินทางแบบพาโนรามาไปยังทิชิโน่ Ticino ด้วยทัศนียภาพอันน่าทึ่งของกำแพงภูเขาสูงชัน ทะเลสาบสีฟ้าและภาพพาโนรามาแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่มีต้นปาล์มและป้อมปราการโบราณ เมืองที่คึกคัก อาคารเก่าแก่ และกิจกรรมสันทนาการที่หลากหลายทั้งหมดนี้สามารถสัมผัสความหลากหลายของสวิตเซอร์แลนด์ได้บนด้วยรถไฟขบวนเดียว! ที่สะดวกสบายที่สุดไปตามเส้นทางพาโนรามาบนเส้นทางอัลไพน์ประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของ ‘กอทธาร์ด’  
รถไฟออกจากเมืองลูเซิร์นผ่านชมวิวชนบทขณะเดินทางไปยัง Arth-Goldau ผ่านทะเลสาบ Brunnen ทะเลสาบ  Flüelen และทัศนียภาพอันงดงามในขณะที่รถไฟวิ่งไปอย่างช้าๆ ผ่านสะพานและอุโมงค์เกลียว ซึ่งเราสามารถมองเห็นโบสถ์ในหมู่บ้าน Wassen ได้จาก 3 มุมที่แตกต่างกันในขณะที่รถไฟค่อยๆ วนขึ้นไปอุโมงค์ก็อทธาร์ดที่เปิดให้บริการในปี 1882 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของวิศวกรรมในศตวรรษที่ 19 ที่ช่วยให้รถไฟเดินทางผ่านใจกลางภูเขาอันยิ่งใหญ่ได้โดยตรง
ขบวนรถไฟวนลงไปที่ Leventina Valley อย่างช้าๆ ผ่านน้ำตกที่สวยงาม ไร่องุ่นอาคารสไตล์อิตาลี มาถึงถึงเมืองเบลลินโซนา ที่มีปราสาทยุคกลางที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องเมืองโบราณแห่งนี้ในจุดยุทธศาสตร์บนเส้นทางการค้าเหนือ – ใต้ข้ามเทือกเขาแอลป์ ในที่สุดรถไฟจะพาเราผ่านชนบทสไตล์อิตาลีและเข้าสู่โลคาร์โน Locarno บนชายฝั่งทะเลสาบมัจจอเร Maggiore ที่ส่องประกายระยิบระยับจับตา


SWITZERLAND: Scenic Railroads #23 – Bernina Express เส้นทางพาโนรามาที่มีชื่อเสียงบนทางรถไฟที่สูงที่สุดข้ามเทือกเขาแอลป์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก
การเดินทางข้ามเทือกเขา Bernina อันยิ่งใหญ่บนจากสวิตเซอร์แลนด์ไปยังอิตาลีตอนเหนือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการเดินทางด้วยรถไฟในยุโรป ให้บริการโดย Rhaetian Railway ซึ่งเปิดให้บริการในปี 1910 กับตู้โดยสารสีแดงแบบพาโนราม่าอันเป็นสัญลักษณ์
เส้นทาง Bernina Line ระหว่าง St. Moritz และ Tirano เชื่อมโยงตอนเหนือและตอนใต้ของยุโรป วิ่งผ่านภูเขาทะเลสาบและธารน้ำแข็งลงไปจนถึงวาลเทลลินา (Valtellina) หุบเขาในบริเวณลอมบาร์ดีทางตอนเหนือของอิตาลีที่ติดกับสวิตเซอร์แลนด์ ผ่านภูมิประเทศแตกต่างกันไปอย่างมากตั้งแต่ทิวทัศน์เทือกเขาแอลป์สูงบน Bernina Pass ตลอดจนทะเลสาบที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา
ขณะที่รถไฟวิ่งผ่านเส้นทางที่ทอดยาวขึ้นไปบนเทือกเขาสูงซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของ Lago Bianco (ทะเลสาบสีขาว) และไม่นานหลังจากนั้นขบวนเบอร์นิน่านำเราไปถึงสถานีเล็กๆ Ospizio Bernina ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเส้นทางที่ 2253 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทิวทัศน์ของธารน้ำแข็ง Morteratsch และ Montebello Curve ที่มีชื่อเสียงระดับโลกปรากฎให้เห็น ขบวนรถไฟวิ่งไปบนเมือกเขาแอลป์ผ่านทะเลสาบ Lago Bianco และ Laj Neir ไปจนถึง Alp Grüm ซึ่งเป็นร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยทางรถไฟเท่านั้น
ขบวนเบอร์นิน่าวิ่งลดระดับและวนลงสู่หุบเขา Val Poschiavo ทำให้นึกถึงถึงทิวทัศน์เมดิเตอร์เรเนียน เข้าสู่หมู่บ้าน Poschiavo ที่งดงามและมีเสน่ห์ ผ่านสะพานโค้ง Brusio ที่มีชื่อเสียง และจาก Livigno ผ่าน Livigno Pass ทางตอนใต้ทอดยาวลงไปถึงหมู่บ้าน Campocologno จนถึงปลายทางเมือง Tirano ของอิตาลี


SWITZERLAND: Scenic Railroads #24 – Voralpen-Express รถไฟขบวนที่ทำให้เราได้เห็นด้านที่อ่อนโยนของสวิตเซอร์แลนด์
ที่นี่ไม่ใช่ภูเขาสูงสี่พันเมตรหรือหุบเหวลึก แต่เมื่อนั่งรถไฟขบวน Voralpen-Express เราจะได้พบกับสวิตเซอร์แลนด์ที่แตกต่างกันไป เช่น ชายฝั่งของทะเลสาบลูเซิร์นโดยมียอดเขาพิลาทุสเป็นฉากหลัง และเมืองรัปเปอร์วิลล์ Rapperswil ที่มีเสน่ห์ริมชายฝั่งทะเลสาบซูริค รวมถึงทิวทัศน์ของเนินเขาเขียวขจีกับเทือกเขาแอลป์ที่ยอดยาวอยู่เบื้องหลัง
Voralpen-Express คือการเดินทางระหว่างสวิตเซอร์แลนด์ตะวันออกและตอนกลาง เปิดให้บริการทุกชั่วโมง โดยเริ่มต้นจากใจกลางเมืองเซนต์กัลเลน อันเป็นที่ตั้งของอารามเก่าแก่ที่เป็นมรดกโลก
รถไฟจะวิ่งลัดเลาะผ่านหมู่บ้านชนบท ไต่ระดับความสูงข้ามสะพาน Sitter Viaduct ซึ่งเป็นสะพานรถไฟที่สูงที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ (99 เมตร) ที่สร้างด้วยหินทรงโค้งขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นยอดเขา ‘เซนทิส’ (Säntis) ภูเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขา Alpstein ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ราบสูงรอเทนทุร์ม (Rothenthurm) และภูมิทัศน์ของ “Toggenburg” สู่ทุ่งหญ้าบนที่สูงที่น่าประทับใจ และการเดินทางจะสิ้นสุดลงหลังจากผ่านไปสองชั่วโมงที่เมืองลูเซิร์น

SWITZERLAND: Scenic Railroads #25 – Rhine Gorge Adventure Train (Rhaetian Railway) ขบวนรถไฟสายผจญภัยระหว่าง Ilanz และ ไรเชอเนา Reichenau ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประตูสู่หุบเขาไรน์ Rhine Gorge (Ruinaulta) หรือ ‘แกรนด์แคนยอนแห่งสวิตเซอร์แลนด์’
ห้องโดยสารแบบเปิดของ Rhaetian Railway ทำให้เราได้สัมผัสทิวทัศน์ที่งดงามของหุบเขาไรน์ เป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่งดงามและหลากหลายที่สุดในเทือกเขาแอลป์ ผ่านช่องเขาริมแม่น้ำไรน์ที่มีหินสูงชันสีขาวสูงถึง 350 เมตร ที่เกิดจากดินถล่มเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน  
การเดินทางใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงตามเส้นทางตอนบนของแม่น้ำไรน์ผ่าน Versam และ Valendas ไปยัง Ilanz ผ่านหน้าผาหินปูนสูงชัน ภูเขาหินขนาดใหญ่รูปร่างแปลกประหลาดที่ล้อมรอบด้วยป่าสน และพลาดไม่ได้กับการเดินข้าม ‘สะพานแขวนไม้’ Hängebrücke Punt Ruinaulta ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2010 เป็นสะพานแห่งที่สามในภูมิภาคที่เชื่อมฝั่งซ้ายและขวาของแม่น้ำไรน์ ด้วยความยาว 105 เมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในกราบึนเดน Graubünden ที่กลมกลืนไปกับภูมิทัศน์ซึ่งเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน Trin และ Bonaduz

ท่านสามารถดูโปรแกรมทัวร์และรายละเอียดของโปรแกรมนี้ได้ผ่านลิงค์นี้

>>

บทความท่องเที่ยวนี้เป็นบทความให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ จัดทำโดย บริษัทวันเวิลด์ทัวร์แอนด์ทราเวลจำกัด อนุญาตให้ใช้เพื่อ การให้ความรู้ การอ้างอิงนำเสนองานทางการวิจัย การศึกษา ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงธุรกิจ หรือ แสวงหากำไร โดยมิได้รับอนุญาต

อ้างอิง วันเวิลด์ทัวร์แอนด์ทราเวลจำกัด. (2564). ดินแดนแห่งรถไฟ เที่ยวสวิส. สืบค้นจากอินเตอร์เน็ตเมื่อวันที่ …….. จากเว็บไซต์ www.oneworldtour.co.th